หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ปริศนาธรรม จุดหทัยประสาท มโนทวาร หรือใจ

    อุบลวรรณาสูตรที่ ๕
[๕๓๔] สาวัตถีนิทาน ฯ



    ครั้งนั้น เวลาเช้า อุบลวรรณาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร ฯลฯ ได้ยืนอยู่
ที่โคนต้นสาลพฤกษ์ซึ่งมีดอกบานสะพรั่ง ต้นหนึ่ง ฯ
    [๕๓๕] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้อุบลวรรณาภิกษุณีบังเกิดความ กลัว ความ
หวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ   จึงเข้าไปหาอุบลวรรณา
ภิกษุณีถึงที่ที่ยืนอยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุบลวรรณาภิกษุณี   ด้วยคาถาว่า
ดูกรภิกษุณี ท่านคนเดียว เข้ามายังต้นสาลพฤกษ์ ซึ่งมีดอกบานสะพรั่ง
ตลอดยอด แล้วยืนอยู่ที่โคนต้นสาลพฤกษ์ ก็ฉวีวรรณของท่านไม่มี
ที่สอง คนทั้งหลายก็จะมาในที่นี้เช่นท่านท่านกลัวพวกนักเลงเพราะ
ความเขลาหรือ ฯ
    [๕๓๖] ลำดับนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว คาถา จะเป็น
มนุษย์หรืออมนุษย์ ฯ
    ทันใดนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะให้เราบังเกิดความกลัว
ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้  เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าว
คาถา ฯ
    ครั้นอุบลวรรณาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมารผู้มีบาปด้วยคาถา
ว่า แม้นักเลงตั้งแสนมาในที่นี้ ก็ตามเถิด เราไม่สะเทือนขน  ไม่สะดุ้ง(ผู้มีขนอันตกแล้ว)
     ดูกรมาร ถึงเราคนเดียว ก็ไม่กลัวท่าน ฯเรานี้จะหายตัวหรือเข้าท้องพวกท่าน แม้จะยืนอยู่
ณ ระหว่าง  ดวงตา บนดั้งจมูก
ท่านจักไม่เห็นเรา
(นิพพานจุดนี้  นั่งเข้านิโรธสมาบัติ อนุปาทิเสลนิพพาน)
เราเป็นผู้ชำนาญในจิต อิทธิบาทเราเจริญดีแล้ว เราพ้นแล้ว  จากเครื่องผูกทุกชนิด(ตัณหา) เราไม่กลัวท่านดอก ท่านผู้มีอายุ ฯ
    ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า อุบลวรรณาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธาน
ภาพปริศนาธรรมชี้มโนทวารอยู่ระหว่างตาทั้งสองตรงดั่งจมูกหัก
ตามที่ลป.สาวกโลกอุดรบอกและในภาพห้อยลูกตุ้มปรอทดำด้วย
ไปในที่นั้นเอง ฯ

  รูปนี้ ใครสร้าง ผู้สร้างรูปอยู่ที่ไหน รูปบังเกิดในที่ไหน    รูปดับไปใน
ที่ไหน ฯ
ครั้นเสลาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมารผู้มีบาป ด้วยคาถาว่า
รูปนี้ ไม่มีใครสร้าง อัตภาพนี้ ไม่มีใครก่อ รูปเกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุดับไป เพราะเหตุดับ
พืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่บุคคลหว่านลงในนา ย่อมงอกขึ้นเพราะอาศัย
เหตุ ๒ ประการ คือ รสในแผ่นดิน และยางในพืช ฉันใด ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ๖ เหล่านี้ ก็เกิดขึ้น   เพราะอาศัยเหตุ ดับไป ฉันนั้น ฯ

         สัตว์นี้ ใครสร้าง ผู้สร้างสัตว์อยู่ที่ไหน สัตว์บังเกิดในที่ไหน สัตว์ดับไปในที่ไหน ฯ(ระหว่างตาทั้งสอง)
ครั้นวชิราภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาป แล้วจึงได้กล่าวกะมารผู้มีบาป  ด้วยคาถาว่า
         ดูกรมาร เพราะเหตุไรหนอ ความเห็นของท่านจึงหวนกลับ  มาว่าสัตว์ ฯ
         ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ ฯ
         เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า เสียงว่ารถย่อมมี  ฉันใด ฯ
         เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ฯ
         ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์
        ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มี   อะไรดับ ฯ
    ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า วชิราภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้   จึงได้อันตรธานไปใน
ที่นั้นเอง ฯ

_________________

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น