หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อุปมา ๓ ข้อ ,ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา


 อุปมา ๓ ข้อ (การออกจากกาม)


     [๔๙๒] ดูกรราชกุมาร ครั้งนั้น อุปมาสามข้ออันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่ได้เคยฟังมาในกาลก่อน
มาปรากฏแก่อาตมภาพ.
     ๑. เปรียบเหมือนไม้สดชุ่มด้วยยางทั้งตั้งอยู่ในน้ำ. ถ้าบุรุษพึงมาด้วยหวังว่า จักถือเอา
ไม้นั้นมาสีให้เกิดไฟ จักทำไฟให้ปรากฏ ดังนี้. ดูกรราชกุมาร พระองค์จะทรงเข้าพระทัยความ
ข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้สดชุ่มด้วยยางทั้งตั้งอยู่ในน้ำมาสีไฟ พึงให้ไฟเกิด พึงทำไฟให้
ปรากฏได้บ้างหรือ?
     โพธิราชกุมารทูลว่า ข้อนี้ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม้ยังสด
ชุ่มด้วยยางทั้งตั้งอยู่ในน้ำ บรรลุนั้นก็จะพึงเหน็ดเหนื่อยลำบากกายเปล่า.
ดูกรราชกุมาร ข้อนี้ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่งก็ฉันนั้น มีกาย
ยังไม่หลีกออกจากกาม ยังมีความพอใจในกาม ยังเสน่หาในกาม ยังหลงอยู่ในกาม ยังกระหาย
ในกาม ยังมีความเร่าร้อนเพราะกาม ยังละไม่ได้ด้วยดี ยังให้สงบระงับไม่ได้ด้วยดีในภายใน.
ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้จะได้เสวยทุกขเวทนาที่กล้าเผ็ดร้อนอันเกิดเพราะความเพียรก็ดี
ถึงจะไม่ได้เสวยทุกขเวทนาที่กล้าเผ็ดร้อนอันเกิดเพราะความเพียรก็ดี ก็ไม่ควรเพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็น
เพื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า. ดูกรราชกุมาร อุปมาข้อที่หนึ่งนี้แล อันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏแก่อาตมภาพ.
     [๔๙๓] ดูกรราชกุมาร อุปมาข้อที่สอง อันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อน
มาปรากฏแก่อาตมภาพ เปรียบเหมือนไม้สดชุ่มด้วยยางตั้งอยู่บนบกไกลน้ำ ถ้าบุรุษพึงมาด้วย
หวังว่า จะเอาไม้นั้นมาสีให้เกิดไฟ จักทำไฟให้ปรากฏ. ดูกรราชกุมาร พระองค์จะเข้าพระทัย
ความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้สดชุ่มด้วยยางตั้งอยู่บนบกไกลน้ำมาสีไฟ พึงให้ไฟเกิด
พึงทำไฟให้ปรากฏได้บ้างหรือ?

ข้อนี้ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม้นั้นยังสดชุ่มด้วยยาง แม้จะตั้ง
อยู่บนบกไกลน้ำ บุรุษนั้นก็จะพึงเหน็ดเหนื่อยลำบากกายเปล่า.
     ดูกรราชกุมาร ข้อนี้ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีกายหลีกออกจาก
กาม
แต่ยังมีความพอใจในกาม ยังเสน่หาในกาม ยังหลงอยู่ในกาม มีความกระหายในกาม
มีความเร่าร้อนเพราะกาม ยังละไม่ได้ด้วยดี ยังให้สงบระงับไม่ได้ด้วยดีในภายใน
. ท่านสมณ
พราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้จะได้เสวยทุกขเวทนาที่กล้าเผ็ดร้อนอันเกิดเพราะความเพียรก็ดี ถึงแม้
จะไม่ได้เสวยทุกขเวทนาที่กล้าเผ็ดร้อนอันเกิดเพราะความเพียรก็ดี ก็ไม่ควรเพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็น
เพื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า. ดูกรราชกุมาร อุปมาข้อที่สองนี้ อันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏแก่อาตมภาพ.
     [๔๙๔] ดูกรราชกุมาร อุปมาข้อที่สาม อันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อน
มาปรากฏแก่อาตมภาพ เปรียบเหมือนไม้แห้งเกราะทั้งตั้งอยู่บนบกไกลน้ำ. ถ้าบุรุษพึงมาด้วย
หวังว่า จักเอาไม้นั้นมาสีให้ไฟเกิด จักทำไฟให้ปรากฏ
ดังนี้. ดูกรราชกุมาร พระองค์จะเข้า
พระทัยความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้แห้งเกราะทั้งตั้งอยู่บนบกไกลน้ำนั้นมาสีไฟ พึงให้ไฟ
เกิด พึงทำให้ไฟปรากฏได้บ้างหรือ?
     อย่างนั้น พระเจ้าข้า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม้นั้นแห้งเกราะ และทั้งตั้งอยู่บนบก
ไกลน้ำ.

     ดูกรราชกุมาร ข้อนี้ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ฉันนั้นแล มีกาย
หลีกออกจากกามแล้ว ไม่มีความพอใจในกาม ไม่เสน่หาในกาม ไม่หลงอยู่ในกาม ไม่ระหาย
ในกาม ไม่เร่าร้อนเพราะกาม ละได้ด้วยดี ให้สงบระงับด้วยดีในภายใน
ท่านสมณพราหมณ์
เหล่านั้น ถึงแม้จะได้เสวยทุกขเวทนาที่กล้าเผ็ดร้อนอันเกิดเพราะความเพียรก็ดี ถึงจะไม่ได้
เสวยทุกขเวทนาที่กล้าเผ็ดร้อนอันเกิดเพราะความเพียรก็ดี ก็ควรเพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็น เพื่อปัญญา
เครื่องตรัสรู้ อันไม่มีกรรมอื่นยิ่งกว่าได้.
ดูกรราชกุมาร อุปมาข้อที่สามนี้อันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่เคยได้
ฟังมาในกาลก่อนนี้แล มาปรากฏแก่อาตมภาพ. ดูกรราชกุมาร อุปมาสามข้อ น่าอัศจรรย์ ไม่
เคยได้ฟังมาในกาลก่อนเหล่านี้แล มาปรากฏแก่อาตมภาพ.


         
ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา


     [๔๙๕] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงกดฟันด้วยฟัน
กดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่น ให้ร้อนจัด. แล้วอาตมภาพก็กดฟันด้วยฟัน
กดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่น ให้ร้อนจัด. เมื่ออาตมภาพกดฟันด้วยฟัน กด
เพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่น ให้เร่าร้อนอยู่ เหงื่อก็ไหลจากรักแร้. ดูกรราชกุมาร
เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังพึงจับบุรุษมีกำลังน้อยกว่าที่ศีรษะหรือที่คอ แล้วกดบีบไว้ให้เร่าร้อน
ก็ฉันนั้น เหงื่อไหลออกจากรักแร้. ดูกรราชกุมาร ก็ความเพียรที่อาตมภาพปรารภแล้ว จะย่อ
หย่อนก็หามิได้ สติที่ตั้งไว้แล้ว จะฟั่นเฟือนก็หามิได้ แต่การที่ปรารภความเพียรของอาตมภาพ
ผู้อันความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทง กระสับกระส่ายไม่สงบระงับ.
     [๔๙๖] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพได้มีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานอันไม่มี
ลมปราณเป็นอารมณ์เถิด. แล้วอาตมภาพก็กลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากและทางจมูก.
เมื่ออาตมภาพกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากและทางจมูก เสียงลมที่ออกทางช่องหูทั้งสอง
ดังเหลือประมาณ. เปรียบเหมือนเสียงสูบของช่างทองที่กำลังสูบอยู่ดังเหลือประมาณ ฉันใด
เมื่ออาตมภาพกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากและทางจมูก เสียงลมที่ออกทางช่องหู
ทั้งสองก็ดังเหลือประมาณ ฉันนั้น. ดูกรราชกุมาร ก็ความเพียรที่อาตมภาพปรารภแล้วจะย่อ
หย่อนก็หามิได้ สติที่ตั้งไว้แล้วจะได้ฟั่นเฟือนก็หามิได้ แต่กายที่ปรารภความเพียรของอาตมภาพ
ผู้อันความเพียรที่ทนได้ยากนั้นและเสียดแทง ไม่สงบระงับแล้ว.


     [๔๙๗] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพได้มีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานอันไม่มี
ลมปราณเป็นอารมณ์เถิด. แล้วอาตมภาพจึงกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและ
ทางช่องหู. เมื่ออาตมภาพกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ลมกล้า
ยิ่งย่อมเสียดแทงศีรษะ. ดูกรราชกุมาร เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังพึงเชือดศีรษะด้วยมีดโกนอันคม
ฉันใด เมื่ออาตมภาพกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ลมกล้ายิ่ง
ย่อมเสียดแทงศีรษะ ฉันนั้น. ดูกรราชกุมาร ก็ความเพียรที่อาตมภาพปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อน
ก็หามิได้ สติที่ตั้งไว้แล้วจะได้ฟั่นเฟือนก็หามิได้ แต่กายที่ปรารภความเพียรของอาตมภาพ ผู้
อันความเพียรที่ทนได้ยากนั้นและเสียดแทง ไม่สงบระงับแล้ว.
     [๔๙๘] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพได้มีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานอันไม่มี
ลมปราณเป็นอารมณ์เถิด. แล้วอาตมภาพจึงกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและ
ทางช่องหู. เมื่ออาตมภาพกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ก็ปวด
ศีรษะเหลือทนที่ศีรษะ. ดูกรราชกุมาร เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังรัดศีรษะด้วยเชือกอันเขม็ง
ฉันใด เมื่ออาตมภาพกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ก็ปวดศีรษะ
เหลือทนที่ศีรษะ ฉันนั้น. ดูกรราชกุมาร ก็ความเพียรที่อาตมภาพปรารภแล้วจะได้ย่อหย่อนก็หา
มิได้ สติที่ตั้งไว้จะได้ฟั่นเฟือนก็หามิได้ แต่กายที่ปรารภความเพียรของอาตมภาพ ผู้อันความ
เพียรที่ทนได้ยากนั้นและเสียดแทง ไม่สงบระงับแล้ว.
     [๔๙๙] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพได้มีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานอันไม่มี
ลมปราณเป็นอารมณ์เถิด. แล้วอาตมภาพจึงกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและ
ทางช่องหู. ลมกล้าเหลือประมาณ ย่อมเสียดแทงท้อง. ดูกรราชกุมาร เปรียบเหมือนนายโคฆาต
หรือลูกมือนายโคฆาตผู้ขยัน พึงเชือดท้องโคด้วยมีดเชือดโคอันคม ฉันใด เมื่ออาตมภาพ
กลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ลมกล้าเหลือประมาณ ย่อมเสียด

แทงท้อง ฉันนั้น. ดูกรราชกุมาร ก็ความเพียรที่อาตมภาพปรารภแล้วจะได้ย่อหย่อนก็หามิได้
สติที่ตั้งไว้จะได้ฟั่นเฟือนก็หามิได้ แต่กายที่ปรารภความเพียรของอาตมภาพผู้อันความเพียรที่ทน
ได้ยากนั้นและเสียดแทง ไม่สงบระงับแล้ว.
     [๕๐๐] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพได้มีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานอันไม่มี
ลมปราณเป็นอารมณ์เถิด. แล้วอาตมภาพจึงกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและ
ทางช่องหู. เมื่ออาตมภาพกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ก็มี
ความร้อนในกายเหลือทน. ดูกรราชกุมาร เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังสองคน ช่วยกันจับบุรุษมี
กำลังน้อยที่แขนคนละข้าง ย่างรมไว้ที่หลุมถ่านเพลิง ฉันใด เมื่ออาตมภาพกลั้นลมอัสสาสะ
ปัสสาสะ ทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ก็มีความร้อนในกายเหลือทน ฉันนั้น. ดูกร
ราชกุมาร ก็ความเพียรที่อาตมภาพปรารภแล้วจะได้ย่อหย่อนก็หามิได้ สติที่ตั้งไว้จะได้ฟั่นเฟือนก็
หามิได้ แต่กายที่ปรารภความเพียรของอาตมภาพ ผู้อันความเพียรที่ทนได้ยากนั้นและเสียดแทง
ไม่สงบระงับแล้ว.


     [๕๐๑] ดูกรราชกุมาร โอ เทวดาทั้งหลายเห็นอาตมภาพแล้ว กล่าวกันอย่างนี้ว่า
พระสมณโคดมทำกาละเสียแล้ว. เทวดาบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมไม่ได้ทำกาละ
แล้ว แต่กำลังทำกาละ. เทวดาบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมไม่ได้ทำกาละแล้ว กำลัง
ทำกาละก็หามิได้ พระสมณโคดมเป็นพระอรหันต์ ความอยู่เห็นปานนี้ นับว่าเป็นวิหารธรรม
ของพระอรหันต์.
     [๕๐๒] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพได้มีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงปฏิบัติเพื่อตัด
อาหารเสียโดยประการทั้งปวงเถิด. ครั้งนั้น เทวดาเหล่านั้นเข้ามาหาอาตมภาพแล้วได้กล่าวว่า
ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่าปฏิบัติเพื่อตัดอาหารเสียโดยประการทั้งปวงเลย ถ้าท่านจักปฏิบัติเพื่อ
ตัดอาหารเสียโดยประการทั้งปวง ข้าพเจ้าทั้งหลายจักแซกโอชาอันเป็นทิพย์ตามขุมขนของท่าน
ท่านจักได้ยังชีวิตให้เป็นอยู่ด้วยโอชาอันเป็นทิพย์นั้น. อาตมภาพได้มีความคิดเห็นว่า เราเองด้วย
พึงปฏิญาณการไม่บริโภคอาหารโดยประการทั้งปวง เทวดาเหล่านี้ด้วยพึงแซกโอชาอันเป็นทิพย์
ตามขุมขนของเรา เราพึงยังชีวิตให้เป็นไปด้วยโอชาอันเป็นทิพย์นั้นด้วย ข้อนั้นพึงเป็นมุสา
แก่เรา ดังนี้. อาตมภาพบอกเลิกกะเทวดาเหล่านั้น จึงกล่าวว่าอย่าเลย. แล้วอาตมภาพได้มี
ความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงบริโภคอาหารลดลงวันละน้อยๆ คือ วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อ
ถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง. อาตมภาพจึงบริโภค
อาหารลดลงวันละน้อย คือ วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อ
ถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง. เมื่อบริโภคอาหารลดลงวันละน้อยๆ คือ วันละฟายมือบ้าง
เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง กายก็ผอม
เหลือเกิน.
     [๕๐๓] เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อยนั่นเอง อวัยวะน้อยใหญ่ของอาตมภาพย่อมเป็น
เหมือนเถาวัลย์มีข้อมาก หรือเถาวัลย์มีข้อดำ ฉะนั้น. ตะโพกของอาตมภาพเป็นเหมือนเท้าอูฐ
ฉะนั้น. กระดูกสันหลังของอาตมภาพผุดระกะ เปรียบเหมือนเถาวัฏฏนาวฬี ฉะนั้น. ซี่โครง
ของอาตมภาพขึ้นนูนเป็นร่องๆ ดังกลอนศาลาเก่ามีเครื่องมุงอันหล่นโทรมอยู่ ฉะนั้น. ดวงตา
ของอาตมภาพถล่มลึกเข้าไปในเบ้าตา ประหนึ่งดวงดาวปรากฎในบ่อน้ำลึก ฉะนั้น. ผิวศีรษะ
ของอาตมภาพที่รับสัมผัสอยู่ก็เหี่ยวแห้ง ดุจดังผลน้ำเต้าที่ตัดมาสดๆ อันลมและแดดกระทบอยู่
ก็เหี่ยวแห้ง ฉะนั้น. อาตมภาพคิดว่า จะลูบผิวหนังท้องก็จับถูกกระดูกสันหลัง คิดว่า จะลูบ
กระดูกสันหลังก็จับถูกผิวหนังท้อง. ผิวหนังท้องกับกระดูกสันหลังของอาตมภาพติดถึงกัน. เมื่อ
อาตมภาพคิดว่าจะถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ  ก็เซซวนล้มลงในที่นั้นเอง. เมื่อจะให้กายนี้แลมี
ความสบาย จึงเอาฝ่ามือลูบตัว. เมื่ออาตมภาพเอาฝ่ามือลูบตัว ขนทั้งหลายมีรากเน่าก็หล่นตก
จากกาย. มนุษย์ทั้งหลายเห็นอาตมภาพแล้วกล่าวกันอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมดำไป. มนุษย์
บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมไม่ดำเป็นแต่คล้ำไป. มนุษย์บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า จะ
ว่าพระสมณโคดมดำไปก็ไม่ใช่ จะว่าคล้ำไปก็ไม่ใช่ เป็นแต่พร้อยไป. ดูกรราชกุมาร ฉวีวรรณ
อันบริสุทธิ์ผุดผ่องของอาตมภาพ ถูกกำจัดเสียแล้ว เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อยนั่นเอง.
     [๕๐๔] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพได้มีความคิดเห็นว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง ในอดีตกาล ได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียรอย่างยิ่งก็เพียง
เท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้. สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคต จักได้เสวยทุกขเวทนา
อันกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียรอย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ จักไม่ยิ่งไปกว่านี้. สมณะหรือพราหมณ์
เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบัน ได้เสวยอยู่ซึ่งทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียร
อย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ จะไม่ยิ่งไปกว่านี้. แต่เราก็ไม่ได้บรรลุอุตตริมนุสสธรรมอลมริยญาณ
ทัสสนวิเสส (ความรู้ความเห็นของพระอริยะอันวิเศษอย่างสามารถยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์) ด้วย
ทุกกรกิริยาที่เผ็ดร้อนนี้ จะพึงมีทางเพื่อรู้อย่างอื่นกระมังหนอ.
                  กลับเสวยพระกระยาหารหยาบ



(อริยมรรค ,ปฏิปทา สายกลางเครื่องเดินทาง )
     [๕๐๕] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพได้มีความคิดเห็นว่า เราจำได้อยู่ เมื่องานวัปปมงคล
ของท้าวศากยะผู้พระบิดา

เรานั่งอยู่ที่ร่มไม้หว้าอันเยือกเย็น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนี้แลหนอ พึงเป็นทางเพื่อ
ตรัสรู้. อาตมภาพได้มีความรู้สึกอันแล่นไปตามสติว่าทางนี้แหละ เป็นทางเพื่อตรัสรู้. อาตมภาพ
ได้มีความคิดเห็นว่า เราจะกลัวแต่สุขซึ่งเป็นสุขเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรมหรือ. และมี
ความคิดเห็นต่อไปว่า เราไม่กลัวแต่สุขซึ่งเป็นสุขเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรมละ. การที่
บุคคลผู้มีกายผอมเหลือเกินอย่างนี้ จะถึงความสุขนั้น ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงบริโภค
อาหารหยาบ คือข้าวสุก ขนมสดเถิด.
อาตมภาพจึงบริโภคอาหารหยาบ คือข้าวสุก ขนมสด.
ก็สมัยนั้น ปัญจวัคคีย์ภิกษุ บำรุงอาตมภาพอยู่ด้วยหวังว่า พระสมณโคดมจักบรรลุธรรมใด
ก็จักบอกธรรมนั้นแก่เราทั้งหลาย. นับแต่อาตมภาพบริโภคอาหารหยาบคือข้าวสุก ขนมสด.
ปัญจวัคคีย์ภิกษุก็พากันเบื่อหน่ายจากอาตมภาพหลีกไปด้วยความเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้
มักมาก คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากไปเสียแล้ว. ครั้นอาตมภาพบริโภคอาหาร
หยาบมีกำลังขึ้นแล้ว ก็สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน มีวิตก
มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
     บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มี
วิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขผู้ได้ฌานเกิดแต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
    บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ตติยฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข.

     บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ
ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
(คห. อรูปฌาน กับ สัญญาเวทยิตนิโรธ หายไป เมื่อเปรียบเทียบกับ อนุปุพพวิหาร ๙ ตอนพระองค์ปรินิพพาน กับ พระนิพพานตามคำของพระอานนท์)
(การบรรลุธรรมหยั่งรู้ ปฏิจจสมุปบาท ๓ รอบ มีอาการ ๑๒)


                  ได้ญาณ ๓
     [๕๐๖] อาตมภาพนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้โน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ.
อาตมภาพนั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ
อาตมภาพนั้น ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วย
ประการฉะนี้. ดูกรราชกุมาร นี้เป็นวิชชาที่หนึ่งที่อาตมภาพได้บรรลุแล้ว ในปฐมยามแห่งราตรี
อวิชชาถูกกำจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดถูกกำจัดแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่
อาตมภาพผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่.
     [๕๐๗] อาตมภาพนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้โน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุบัติของสัตว์
ทั้งหลาย อาตมภาพนั้นย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี
มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัด
ซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้. ดูกรราชกุมาร นี้เป็นวิชชาที่สองที่อาตมภาพ
ได้บรรลุแล้วในมัชฌิมยามแห่งราตรี อวิชชาถูกกำจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดถูกกำจัดแล้ว
แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่อาตมภาพผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่.
     [๕๐๘] อาตมภาพนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้โน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ.
ได้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา. เมื่ออาตมภาพนั้น
รู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ
เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว


กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ดูกรราชกุมาร นี้เป็นวิชชาที่สาม
ที่อาตมภาพได้บรรลุแล้วในปัจฉิมยามแห่งราตรี อวิชชาถูกกำจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืด
ถูกกำจัดแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่อาตมภาพผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไป
แล้วอยู่.


         ทรงมีความขวนขวายน้อย
     [๕๐๙] ดูกรราชกุมาร อาตมภาพนั้นได้มีความคิดเห็นว่า ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้เป็น
ธรรมลึก ยากที่จะเห็นได้ สัตว์อื่นจะตรัสรู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ระงับ ประณีต
ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงได้ด้วยความตรึก เป็นธรรมละเอียด อันบัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง. ก็หมู่สัตว์นี้
มีความอาลัยเป็นที่รื่นรมย์ ยินดีในความอาลัย บันเทิงนักในความอาลัย. ก็การที่หมู่สัตว์ผู้มี
ความอาลัยเป็นที่รื่นรมย์ ยินดีในความอาลัย บันเทิงนักในความอาลัย จะเห็นฐานะนี้ได้โดยยาก
คือ สภาพที่อาศัยกันเกิดขึ้นเพราะความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย. แม้ฐานะนี้ก็เห็นได้ยาก คือ สภาพ
เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความปราศจากความ
กำหนัด ความดับโดยไม่เหลือ นิพพาน. ก็เราจะพึงแสดงธรรม และสัตว์เหล่าอื่นก็จะไม่รู้
ทั่วถึงธรรมของเรา นั้นจะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่า เป็นความลำบากเปล่าของเรา.
ดูกรราชกุมาร ที่นั้น คาถาอันอันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่เคยได้ฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏแจ่มแจ้ง
กะอาตมภาพว่า
 บัดนี้ ยังไม่สมควรจะประกาศธรรมที่เราบรรลุได้โดยยาก ธรรม
 นี้อันสัตว์ทั้งหลาย ผู้ถูกราคะ โทสะครอบงำ ไม่ตรัสรู้ได้ง่าย
 สัตว์ทั้งหลาย อันราคะย้อมแล้ว อันกองมืดหุ้มห่อแล้ว
 จักไม่เห็นธรรม อันยังสัตว์ให้ไปทวนกระแส ละเอียด ลึกซึ้ง
 เห็นได้ยาก เป็นอณู ดังนี้.
     ดูกรราชกุมาร เมื่ออาตมภาพเห็นตระหนักอยู่ดังนี้ จิตของอาตมภาพก็น้อมไปเพื่อความ
เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อแสดงธรรม




       ท้าวสหัมบดีพรหมทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม
     [๕๑๐] ดูกรราชกุมาร ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบความปริวิตกแห่งใจของ
อาตมภาพด้วยใจแล้ว ได้มีความปริวิตกว่า ดูกรท่านผู้เจริญ โลกจะฉิบหายละหนอ เพราะจิต
ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าน้อมไปเพื่อความเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไป
เพื่อแสดงธรรม. ครั้นแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหมหายไปในพรหมโลก มาปรากฏข้างหน้าของ
อาตมภาพ เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง พึงเหยียดแขนที่คู้ออก หรือพึงคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น.
ลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีมาทางอาตมภาพแล้วได้
กล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด ขอ
พระสุคตจงทรงแสดงธรรมเถิด สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยมีอยู่ ย่อมจะเสื่อม
เพราะไม่ได้ฟังธรรม สัตว์ทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักยังมีอยู่. ดูกรราชกุมาร ท้าวสหัมบดีพรหม
ได้กล่าวคำนี้แล้ว ครั้นแล้ว ภายหลังได้กล่าวคาถาประพันธ์อื่นนี้อีกว่า
    ธรรมที่ผู้มีมลทินทั้งหลายคิดกันแล้ว ไม่บริสุทธิ์ ได้ปรากฏใน
    ชนชาวมคธทั้งหลายมาก่อนแล้ว ขอพระองค์จงเปิดอริยมรรค
    อันเป็นประตูพระนิพพานเถิด ขอสัตว์ทั้งหลายจงได้ฟังธรรม
    ที่พระองค์ผู้ปราศจากมลทิน ตรัสรู้แล้วเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้มี
    เมธาดี มีจักษุรอบคอบ ขอพระองค์ผู้ปราศจากความโศก
    จงเสด็จขึ้นปัญญาปราสาทอันแล้วด้วยธรรม ทรงพิจารณาดู
    ประชุมชนผู้เกลื่อนกล่นด้วยความโศก อันชาติชราครอบงำแล้ว
    เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขาหินล้วน พึง
    เห็นประชุมชนโดยรอบ ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้กล้า ทรงชนะ
    สงครามแล้ว ผู้นำสัตว์ออกจากกันดาร ผู้ไม่เป็นหนี้ ขอจงเสด็จ
    ลุกขึ้นเที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม
    เถิด สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงจักมีอยู่.

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พาหิยสูตร






พาหิยสูตร

พระพาหิยคือพระอรหันต์ที่ตรัสรู้เพียงวันเดียว(เร็วที่สุด) เป็นชีเปลีือยไม่นุ่งผ้า พบพระศาสดาตอนบิณฑบาท แต่ไม่ทรงสอนเพราะรู้ว่า บรรลุธรรมแล้วต้องนิพพานเลย เพราะวิบากกรรมในอดีต ซึ่งหลังจากที่ท่านบรรลุธรรมแล้ว วัวแม่ลูกอ่อนก็ขวิดท่านจนตาย ลองฟัง ลป.สาวกโลกอุดรเทศน์ได้

     [๑๑๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระพาหิยะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่  ประทับ ฯลฯ
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ  ประทานพระวโรกาส ขอพระผู้
มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ  ที่ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วพึงเป็นผู้ๆ เดียวหลีก
ออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว อยู่เถิด ฯ
     พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพาหิยะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุเที่ยงหรือ
ไม่เที่ยง ท่านพระพาหิยะกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า
     พา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ หนอที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
     พา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
     พ. รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
     พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
     พ. จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข เวทนา ที่เกิด
ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
     พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
     พา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตาม
เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
     พา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
     พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
     พา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตาม
เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
     พา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
     พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
     พ. มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข เวทนา ที่เกิดขึ้น
เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
     พา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
     พา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาควรหรือหนอที่จะตาม
เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
     พา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
     พ. ดูกรพาหิยะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย ทั้งในจักษุ
ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา  ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข
เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์
(คือนามรูป) ทั้ง ในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็น ปัจจัย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุด
พ้น เมื่อ หลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้ มี ฯ

(อวิชชา สังขาร วิญญาณ+ นามรูป +สฬายตนะ>> ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ<<ชรา มรณะ <<โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมมนัส อุปายาสะ
>> ทุกข์)





     [๑๑๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระพาหิยะชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจาก
อาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไปครั้งนั้นแล ท่านพระพาหิยะ
เป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุด
แห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วย
ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ได้รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควร  ทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มีได้มี
ก็แหละท่านพระพาหิยะได้ เป็น
พระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ
                     จบสูตรที่ ๖
(ตามประวัติแล้ว ท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในวันเดียว แล้วถูกวัวขวิดตาย)

การเข้าสู่ความว่าง


  

สุญญตวรรค
        ๑.  จูฬสุญญตสูตร  (๑๒๑)
    [๓๓๓]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
    สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา  มิคารมารดา  ใน
พระวิหารบุพพาราม  เขตพระนครสาวัตถี  ครั้งนั้นแล  ท่านพระอานนท์ออกจากสถานที่หลีก
เร้นอยู่ในเวลาเย็น  แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค
นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ  สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่สักยนิคมชื่อนครกะ  ในสักกชนบท  ณ  ที่
นั้น  ข้าพระองค์ได้สดับ  ได้รับพระดำรัสนี้เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า  ดูกรอานนท์
บัดนี้เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้อนี้ข้าพระองค์ได้สดับดีแล้ว  รับมาดี
แล้ว  ใส่ใจดีแล้ว  ทรงจำไว้ดีแล้วหรือ  ฯ
    [๓๓๔]  พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า  ดูกรอานนท์  แน่นอน  นั่นเธอสดับดีแล้ว  รับมา
ดีแล้ว  ใส่ใจดีแล้ว  ทรงจำไว้ดีแล้ว  ดูกรอานนท์  ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้  เราอยู่มากด้วยสุญญต
วิหารธรรม  เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดาหลังนี้  ว่างเปล่าจากช้าง  โค  ม้า  และลา
ว่างเปล่าจากทองและเงิน  ว่างจากการชุมนุมของสตรีและบุรุษ
  มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะ
ภิกษุสงฆ์เท่านั้น 
ฉันใด  ดูกรอานนท์  ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล  ไม่ใส่ใจสัญญาว่าบ้าน  ไม่ใส่
ใจสัญญาว่ามนุษย์  ใส่ใจแต่สิ่งเดียว  เฉพาะสัญญาว่าป่า 
จิตของเธอย่อมแล่นไป  เลื่อมใสตั้ง
มั่น  และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าป่า  เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ในสัญญาว่าป่านี้ ไม่มีความกระวน
กระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าบ้าน  และชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์เลย  มีอยู่ก็แต่เพียงความ
กระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้นเธอรู้ชัดว่า  สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าบ้าน
สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์  และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น
ด้วยอาการนี้แหละ  เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย  และรู้ชัด
สิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี  ดูกรอานนท์  แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง
ตามความเป็นจริง  ไม่เคลื่อนคลาด  บริสุทธิ์  ของภิกษุนั้น  ฯ

    [๓๓๕]  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์ไม่ใส่ใจสัญญา
ว่าป่า  ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน  จิตของเธอย่อมแล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  และ
นึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน  เปรียบเหมือน  หนังโคที่เขาขึงดีแล้วด้วยหลักตั้งร้อย  เป็นของ
ปราศจากรอยย่น  ฉันใด  ดูกร  อานนท์  ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล  ไม่ใส่ใจแผ่นดินนี้  ซึ่งจะ
มีชั้นเชิง  มีแม่น้ำ  ลำธาร  มีที่เต็มด้วยตอหนาม  มีภูเขาและพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ  ทั้งหมด  ใส่ใจ
แต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่า  แผ่นดิน  จิตของเธอย่อมแล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  และนึกน้อม
อยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน  เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ในสัญญาว่าแผ่นดินนี้  ไม่มีความกระวนกระวาย
ชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์  และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า  มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย
คือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น  เธอ  รู้ชัดว่า  สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์  สัญญา
นี้ว่างจากสัญญาว่าป่า  และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น  ด้วย
อาการนี้แหละเธอจึง  พิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย  และรู้ชัดสิ่งที่
เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี  ดูกรอานนท์  แม้อย่างนี้  ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตาม
ความเป็นจริง  ไม่เคลื่อนคลาด  บริสุทธิ์  ของภิกษุนั้น  ฯ
    [๓๓๖]  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่าไม่ใส่ใจสัญญาว่า
แผ่นดิน  ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาจิตของเธอย่อมแล่นไป  เลื่อมใส
ตั้งมั่น  และนึกน้อมอยู่ในอากาสานัญจายตนสัญญา  เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ในอากาสานัญจายตน
สัญญานี้  ไม่มีความกระวนกระวาย  ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่าและชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน
มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย  คือภาวะเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น  เธอรู้
ชัดว่า  สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า  สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน  และรู้  ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือ
สิ่งเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น  ด้วยอาการนี้แหละ  เธอจึงพิจารณาเห็นความว่าง
นั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย  และรู้  ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี  ดูกร
อานนท์  แม้อย่างนี้  ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง  ตามความเป็นจริง  ไม่เคลื่อนคลาด  บริสุทธิ์
ของภิกษุนั้น  ฯ
[๓๓๗]  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน  ไม่ใส่ใจ
อากาสานัญจายตนสัญญา  ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญาจิตของเธอย่อม
แล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  และนึกน้อมอยู่ในวิญญาณัญจายตนสัญญา  เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า
ในวิญญาณัญจายตนสัญญาน้ีไม่มีความกระวน  กระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน  และชนิดที่
อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญา  มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย  คือภาวะเดียวเฉพาะวิญญา
ณัญจายตนสัญญาเท่านั้น  เธอรู้ชัดว่า  สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน  สัญญานี้ว่างจาก
อากาสานัญ  จายตนสัญญาและรู้ชัดว่า  มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา
เท่านั้น  ด้วยอาการนี้แหละ  เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ใน  สัญญานั้นเลย
และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่  ว่ามี  ดูกรอานนท์  แม้อย่างนี้ก็เป็นการก้าวลงสู่
ความว่าง  ตามความเป็นจริง  ไม่เคลื่อนคลาด  บริสุทธิ์  ของภิกษุนั้น  ฯ
    [๓๓๘]  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา  ไม่
ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา  ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากิญจัญญายตนสัญญา  จิตของเธอย่อม
แล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  และนึกน้อมอยู่ในอากิญจัญญายตนสัญญา  เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า
ในอากิญจัญญายตนสัญญานี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญาและ
ชนิดที่อาศัยวิญญาณัญจายตนสัญญา  มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะ
อากิญจัญญายตนสัญญาเท่านั้น  เธอรู้ชัดว่า  สัญญานี้ว่างจากอากาสานัญจายตนสัญญา  สัญญานี้
ว่างจากวิญญาณัญจายตนสัญญา  และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะอากิญจัญญายตน
สัญญาเท่านั้น  ด้วยอาการนี้แหละเธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้น
เลยและรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี  ดูกรอานนท์  แม้อย่างนี้  ก็เป็นการก้าว
ลงสู่ความว่าง  ตามความเป็นจริง  ไม่เคลื่อนคลาดบริสุทธิ์  ของภิกษุนั้น  ฯ
    [๓๓๙]  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา  ไม่
ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา  ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา  จิตของเธอ
ย่อมแล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  และนึกน้อมอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา  เธอจึงรู้ชัด
อย่างนี้ว่า  ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา  นี้  ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยวิญญา
ณัญจายตนสัญญาและชนิดที่อาศัย  อากิญจัญญายตนสัญญา  มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย
คือภาวะเดียวเฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น  เธอรู้ชัดว่า  สัญญานี้ว่างจากวิญญา
ณัญจายตนสัญญา  สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญา  และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียว
เฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น  ด้วยอาการนี้แหละ  เธอจึงพิจารณาเห็นความว่าง
นั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย  และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ใน  สัญญานั้นอันยังมีอยู่  ว่ามี  ดูกร
อานนท์  แม้อย่างนี้  ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง  ตามความเป็นจริง  ไม่เคลื่อนคลาด  บริสุทธิ์
ของภิกษุนั้น  ฯ
    [๓๔๐]  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา  ไม่ใส่
ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา  ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต  จิตของเธอ
ย่อมแล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต  เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า
ในเจโตสมาธินี้  ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยอากิญจัญญายตนสัญญาและชนิดที่อาศัย
เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา  มีอยู่แต่เพียงความกระวนกระวายคือความเกิดแห่งอายตนะ ๖
อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย  เธอรู้ชัดว่าสัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตน  สัญญา
สัญญานี้ว่างจากเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาและรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิดแห่ง
อายตนะ  ๖  อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย  ด้วยอาการนี้แหละ  เธอจึงพิจารณาเห็นความ
ว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย  และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่
ว่ามี  ดูกรอานนท์  แม้อย่างนี้  ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง  ตามความเป็นจริง  ไม่เคลื่อนคลาด
บริสุทธิ์  ของ  ภิกษุนั้น  ฯ
    [๓๔๑]  ดูกรอานนท์  ประการอื่นยังมีอีก  ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญาตนสัญญา  ม่ใส่ใจ
เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา  ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต  จิตของเธอ
ย่อมแล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต  เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า
  เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้แล  ยังมีปัจจัยปรุงแต่งจูงใจได้  ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง  จูงใจ
ได้นั้น  ไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา (สังขาร)
มื่อเธอรู้อย่างนี้  เห็นอย่างนี้  จิตย่อมหลุดพ้น
แม้จากกามาสวะ  แม้จากภวาสวะ  แม้จากอวิชชาสวะ  เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว  ย่อมมีญาณรู้ว่า
หลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่
อาศัยกามาสวะ  ชนิดที่อาศัยภวาสวะและชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ  มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวน
กระวาย  คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย  เธอรู้ชัดว่า สัญญา
นี้ว่างจากกามาสวะ  สัญญานี้ว่างจากภวาสวะ  สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ  และรู้ชัดว่ามีไม่ว่าง
อยู่ก็คือความเกิดแห่งอายตนะ  ๖  อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย  ด้วยอาการนี้แหละ  เธอ
จึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย  และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ว่ามี
 ดูกรอานนท์  แม้อย่างนี้  เป็นการก้าวลงสู่ความว่างตามความเป็นจริง
ไม่เคลื่อนคลาด  บริสุทธิ์  ของภิกษุนั้น  ฯ
    [๓๔๒]  ดูกรอานนท์  สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลไม่ว่าพวกใดๆที่  บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์
เยี่ยมยอดอยู่ทั้งหมดนั้น  ก็ได้บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์  เยี่ยมยอดนี้เองอยู่  สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลไม่ว่าพวกใดๆ  ที่จะบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์
  เยี่ยมยอดอยู่  ทั้งหมดนั้น  ก็จัก  บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์  เยี่ยมยอดนี้เองอยู่  สมณะหรือ
พราหมณ์ในบัดนี้ไม่ว่าพวกใดๆ  ที่บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์  เยี่ยมยอดอยู่  ทั้งหมดนั้นย่อม
บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์  เยี่ยมยอดนี้เองอยู่  ดูกรอานนท์  เพราะ  ฉะนั้นแล  พวกเธอพึง
ศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า  เราจักบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์  เยี่ยมยอดอยู่  ฯ
    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี  พระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
        จบ  จูฬสุญญตสูตร  ที่  ๑





๒.  มหาสุญญตสูตร  (๑๒๒)
    [๓๔๓]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
    สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารนิโครธารามเขตพระนครกบิลพัสดุ์
ในสักกชนบท  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งสบง  ทรงบาตรจีวรแล้ว  เสด็จเข้าไปบิณฑบาต
ยังพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลาเช้า  ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาพระกระยาหารแล้ว
 จึงเสด็จเข้าไปยังวิหารของเจ้ากาล  เขมกะ ศากยะ  เพื่อทรงพักผ่อนในเวลากลางวัน  สมัยนั้นแล
ในวิหารของเจ้ากาลเขมกะ  ศากยะ  มีเสนาสนะที่แต่งตั้งไว้มากด้วยกัน  พระผู้มีพระภาคทอด
พระเนตรเห็นเสนาสนะที่แต่งตั้งไว้มากด้วยกันแล้ว  จึงมีพระดำริดังนี้ว่า  ในวิหารของเจ้ากาลเขมกะ
ศากยะ  เขาแต่งตั้งเสนาสนะไว้มากด้วยกัน  ที่นี่มีภิกษุอยู่มากมายหรือหนอ  ฯ
    [๓๔๔]  สมัยนั้นแล  ท่านพระอานนท์กับภิกษุมากรูป  ทำจีวรกรรมอยู่ในวิหารของเจ้า
ฆฏายะ  ศากยะ  ครั้นในเวลาเย็น  พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่ทรงหลีกเร้นอยู่แล้ว  จึงเสด็จ
เข้าไปยังวิหารของเจ้าฆฏายะ  ศากยะ  แล้วประทับนั่ง  ณ  อาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้  พอประทับนั่ง
เรียบร้อยแล้ว  จึงรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า  ดูกรอานนท์  ในวิหารของเจ้ากาลเขมกะ  ศากยะ
 เขาแต่งตั้งเสนาสนะไว้มากด้วยกัน  ที่นั่นมีภิกษุอยู่มากมายหรือ  ฯ
    ท่านพระอานนท์ทูลว่า  มากมาย  พระพุทธเจ้าข้า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  จีวรกาลสมัย
ของพวกข้าพระองค์กำลังดำเนินอยู่  ฯ
    [๓๔๕]  พ.  ดูกรอานนท์  ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีกัน  ยินดีในการคลุกคลีกัน  ประกอบเนืองๆ
ซึ่งความชอบคลุกคลีกัน  ชอบเป็นหมู่  ยินดีในหมู่  บันเทิง  ร่วมหมู่  ย่อมไม่งามเลย 
    ดูกรอานนท์ ข้อที่ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีกัน  ยินดีในการคลุกคลีกัน  ประกอบเนืองๆ  ซึ่งความชอบคลุกคลีกันชอบเป็นหมู่  ยินดีในหมู่  บันเทิงร่วมหมู่นั้นหนอ  จักเป็นผู้ได้สุขเกิดแต่เนกขัมมะ  สุขเกิดแต่
ความสงัด  สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบ  สุขเกิดแต่ความตรัสรู้  ตามความปรารถนาโดยไม่ยากไม่
ลำบาก  นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้  ส่วนข้อที่ภิกษุเป็นผู้  ผู้เดียว  หลีกออกจากหมู่อยู่  พึงหวังเป็นผู้ได้
สุขเกิดแต่เนกขัมมะ  สุขเกิดแต่ความสงัด  สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบ  สุขเกิดแต่ความตรัสรู้
ตามความปรารถนา  โดยไม่ยาก  ไม่ลำบาก  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ฯ
    ดูกรอานนท์  ข้อที่ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีกัน  ยินดีในการคลุกคลีกันประกอบเนืองๆ  ซึ่ง
ความชอบคลุกคลีกัน  ชอบเป็นหมู่  ยินดีในหมู่  บันเทิงร่วม  หมู่นั้นหนอ  จักบรรลุเจโตวิมุติ
อันปรารถนาเพียงชั่วสมัย  หรือเจโตวิมุติอันไม่กำเริบมิใช่เป็นไปชั่วสมัยอยู่  นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้
ส่วนข้อที่ภิกษุเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกจากหมู่อยู่  พึงหวังบรรลุเจโตวิมุติอันน่าปรารถนาเพียงชั่วสมัย
หรือเจโต  วิมุติอันไม่กำเริบมิใช่เป็นไปชั่วสมัยอยู่  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ฯ
    ดูกรอานนท์  เราย่อมไม่พิจารณาเห็นแม้รูปอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่ไม่เกิดโสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์
โทมนัส  อุปายาส 
เพราะความแปรปรวนและความเป็นอย่างอื่นของรูป  ตามที่เขากำหนัดกัน
อย่างยิ่งซึ่งบุคคลกำหนัดแล้ว  ฯ(ไม่กำหนดรู้ทุกข์ คืิอ อริยสัจข้อ ๑)
    [๓๔๖]  ดูกรอานนท์ ก็วิหารธรรมอันตถาคตตรัสรู้ในที่นั้นๆ  นี้แล  คือตถาคตบรรลุ
สุญญตสมาบัติภายใน
  เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวงอยู่  ดูกรอานนท์ถ้าภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก
 อุบาสิกา  พระราชา  มหาอำมาตย์ของพระราชา  เดียรถีย์  สาวกของเดียรถีย์เข้าไปหาตถาคตผู้มีโชค
อยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ในที่นั้นๆ  ตถาคตย่อมมีจิตน้อมไปในวิเวก  โน้มไปในวิเวก  โอนไปในวิเวก
หลีกออกแล้วยินดียิ่งแล้วในเนกขัมมะ  มีภายในปราศจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ(นามรูป )โดยประการทั้งปวง  จะเป็นผู้ทำการเจรจาแต่ที่ชักชวนให้ออกเท่านั้น  ในบริษัทนั้นๆ  โดยแท้ดูกรอานนท์
 เพราะฉะนั้นแล  ภิกษุถ้าแม้หวังว่า  จะบรรลุสุญญตสมาบัติภายในอยู่เธอพึงดำรงจิตภายใน
ให้จิตภายในสงบ  ทำจิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งจิตภายในให้มั่นเถิด  ฯ
    [๓๔๗]  ดูกรอานนท์  ก็ภิกษุจะดำรงจิตภายใน  ให้จิตภายในสงบ  ทำจิตภายในให้เป็น
ธรรมเอกผุดขึ้น  ตั้งจิตภายในมั่นได้อย่างไร  ดูกรอานนท์  ภิกษุในธรรมวินัยนี้
    (๑)  สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม  เข้าปฐมฌานมีวิตก  มีวิจาร  มีปีติและสุข
เกิดแต่วิเวกอยู่  ฯ
    (๒)  เข้าทุติยฌาน  มีความผ่องใสแห่งใจภายใน  มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น  เพราะสงบ
วิตกและวิจาร  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่  สมาธิอยู่  ฯ
    (๓)  เป็นผู้วางเฉยเพราะหน่ายปีติ  มีสติสัมปชัญญะอยู่  และเสวยสุขด้วยนามกาย(ใจ)
เข้าตติยฌาน  ที่พระอริยะเรียกเธอได้ว่า  ผู้วางเฉย  มีสติ  อยู่  เป็นสุข  อยู่  ฯ
      ๔)  เข้าจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์  ไม่มีสุข  เพราะละสุขละทุกข์  และดับโสมนัส
โทมนัสก่อนๆ  ได้  มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่  ฯ
    ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล  ภิกษุชื่อว่าย่อมดำรงจิตภายใน  ให้จิตภายในสงบ  ทำจิตภายใน
ให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ตั้งจิตภายในมั่น  ฯ(สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่น)
    ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างภายใน  เมื่อเธอกำลังใส่ใจความว่างภายในจิตยังไม่แล่นไป
ยังไม่เลื่อมใส  ยังไม่ตั้งมั่น  ยังไม่นึกน้อมไปในความว่างภายในเมื่อเป็นเช่นนั้น  ภิกษุย่อม
รู้ชัดอย่างนี้ว่า  เมื่อเรากำลังใส่ใจความว่างภายใน  จิตยังไม่แล่นไป  ยังไม่เลื่อมใส  ยังไม่ตั้งมั่น
ยังไม่นึกน้อมไปในความว่างภายใน  ด้วยอาการนี้แล  ย่อมเป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องความว่าง
ภายในนั้นได้  ฯ
    ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างภายนอก  ...
    ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างทั้งภายในและภายนอก  ...
    ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจอาเนญชสมาบัติ  เมื่อเธอกำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติจิตยังไม่แล่นไป
 ยังไม่เลื่อมใส  ยังไม่ตั้งมั่น  ยังไม่นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติเมื่อเป็นเช่นนั้น  ภิกษุย่อมรู้ชัด
อย่างนี้ว่า  เมื่อเรากำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติ  จิตยังไม่แล่นไป  ยังไม่เลื่อมใส  ยังไม่ตั้งมั่น
ยังไม่นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติด้วยอาการนี้แล  ย่อมเป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องอาเนญช
สมาบัตินั้นได้  ฯ
    ดูกรอานนท์  ภิกษุนั้นพึงดำรงจิตภายใน  ให้จิตภายในสงบ  ทำจิตภายในให้เป็นธรรมเอก
ผุดขึ้น  ตั้งจิตภายในให้มั่น  ในสมาธินิมิตข้างต้นนั้นแล  เธอย่อมใส่ใจความว่างภายใน  เมื่อเธอ
กำลังใส่ใจความว่างภายใน  จิตย่อมแล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  นึกน้อมไปในความว่างภายใน
เมื่อเป็นเช่นนั้น  ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า  เมื่อเรากำลังใส่ใจความว่างภายใน  จิตย่อมแล่นไป
เลื่อมใส  ตั้งมั่น  นึกน้อม  ไปในความว่างภายใน  ด้วยอาการนี้แล  ย่อมเป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่อง
ความว่างภายในนั้นได้  ฯ
    ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างภายนอก  ...
    ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างทั้งภายในและภายนอก  ...
    ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจอาเนญชสมาบัติ  เมื่อเธอกำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติจิตย่อมแล่นไป
เลื่อมใส  ตั้งมั่น  นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติ  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า
มื่อเรากำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติ  จิตย่อมแล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติ
ด้วยอาการนี้แล  ย่อม  เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องอาเนญชสมาบัตินั้นได้  ฯ
   



[๓๔๘]  ดูกรอานนท์  หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะจงกรม
 เธอย่อมจงกรมด้วยใส่ใจว่า  อกุศลธรรมลามกคืออภิชฌาและโทมนัส  จักไม่ครอบงำเราผู้จงกรม
อยู่อย่างนี้ได้  ด้วยอาการนี้แล  เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการจงกรม  ฯ
    หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะยืน  เธอ  ย่อมยืนด้วยใส่ใจว่า
อกุศลธรรมลามกคืออภิชฌาและโทมนัส  จักไม่ครอบงำเราผู้ยืนอยู่แล้วอย่างนี้ได้  ด้วยอาการนี้แล
ป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการยืน  ฯ
    หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะนั่ง  เธอย่อมนั่งด้วยใส่ใจว่า
อกุศลธรรมลามกคืออภิชฌาและโทมนัส  จักไม่ครอบงำเราผู้นั่งอยู่แล้วอย่างนี้ได้  ด้วยอาการนี้แล
 เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการนั่ง  ฯ
    หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะนอน  เธอ  ย่อมนอนด้วยใส่ใจว่า
อกุศลธรรมลามกคืออภิชฌาและโทมนัส  จักไม่ครอบงำเราผู้นอนอยู่อย่างนี้ได้  ด้วยอาการนี้แล
เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการนอน  ฯ
    หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะพูด  เธอย่อมใส่ใจว่า
 เราจักไม่พูดเรื่องราวเห็นปานฉะนี้  ซึ่งเป็นเรื่องเลวทราม  เป็นเรื่องของ  ชาวบ้าน  เป็นเรื่องของ
ปุถุชน  ไม่ใช่ของพระอริยะ  ม่ประกอบด้วยประโยชน์  ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย  เพื่อคลาย
กำหนัด  เพื่อดับกิเลส  เพื่อสงบกิเลสเพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน  คือ
 เรื่องพระราชาบ้าง  เรื่องโจรบ้างเรื่องมหาอำมาตย์บ้าง  เรื่องกองทัพบ้าง  เรื่องภัยบ้าง  เรื่องรบ
กันบ้าง  เรื่องข้าวบ้างเรื่องน้ำบ้าง  เรื่องผ้าบ้าง  เรื่องที่นอนบ้าง  เรื่องดอกไม้บ้าง  เรื่องของ
หอมบ้าง  เรื่องญาติบ้าง  เรื่องยานบ้าง  เรื่องบ้านบ้าง  เรื่องนิคมบ้าง  เรื่องนครบ้าง  เรื่องชนบทบ้าง
เรื่องสตรีบ้าง  เรื่องคนกล้าหาญบ้าง  เรื่องถนนหนทางบ้าง  เรื่องทาสีในสถานที่ตักน้ำบ้าง  เรื่องคน
ที่ล่วงลับไปแล้วบ้าง  เรื่องเบ็ดเตล็ดบ้าง  เรื่องโลกบ้างเรื่องทะเลบ้าง  เรื่องความเจริญและ
ความเสื่อมด้วยเหตุนั้นเหตุนี้บ้าง  ด้วยอาการนี้แลเป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการพูด  และเธอ
ใส่ใจว่า  เราจักพูดเรื่องราวเห็นปานฉะนี้ซึ่งเป็นเรื่องขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง  เป็นที่สบายแก่การ
พิจารณาทางใจ  เป็นไปเพื่อ  ความเบื่อหน่ายส่วนเดียว  เพื่อคลายกำหนัด  เพื่อดับกิเลส  เพื่อสงบ
กิเลส  เพื่อเพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน  คือ  เรื่องมักน้อย  เรื่องยินดีของ  เรื่อง
ความสงัด  เรื่องไม่คลุกคลี  เรื่องปรารภความเพียร  เรื่องศีล  เรื่องสมาธิ  เรื่องปัญญา  เรื่อง
วิมุตติ  เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ  ด้วยอาการนี้แล  เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการพูด  ฯ
    หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะตรึก  เธอย่อมใส่ใจว่า  เรา
จักไม่ตรึกในวิตกเห็นปานฉะนี้  ซึ่งเป็นวิตกที่เลวทราม  เป็นของชาวบ้าน  เป็นของปุถุชน
ไม่ใช่ของพระอริยะ  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์  ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย  เพื่อทำลาย
กำหนัด  เพื่อดับกิเลส  เพื่อสงบกิเลส  เพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน  คือ
กามวิตก  พยาบาทวิตก  วิหิงสาวิตก  ด้วยอาการนี้แล  เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการตรึก
และเธอใส่ใจว่า  เราจักตรึกในวิตกเห็นปานฉะนี้  ซึ่งเป็นวิตกของพระอริยะ  เป็นเครื่องนำ
ออก  ที่นำออกเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ทำตาม  คือ  เนกขัมมวิตก  อพยาบาทวิตก
อวิหิงสาวิตก  ด้วยอาการนี้แล  เป็นอันเธอรู้สึกตัวในการตรึก 
    [๓๔๙]  ดูกรอานนท์  กามคุณนี้มี  ๕  อย่างแล  ๕  อย่างเป็นไฉน  คือ  รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ
อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  เป็นที่รัก  ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
เสียงที่รู้ด้วยโสต  ...  กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ  ...  รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา  ...  โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย
  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจเป็นที่รัก  ประกอบด้วยกาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
(ไม่มีใจกับธรรมารมณ์)

ดูกรอานนท์  นี้แลกามคุณ  ๕ อย่าง  ซึ่งเป็นที่ที่ภิกษุพึงพิจารณาจิตของตนเนืองๆ  ว่า  มีอยู่
หรือหนอแลที่ความฟุ้งซ่านแห่งใจ(อายตนะ ๖)เกิดขึ้นแก่เราเพราะกามคุณ  ๕  นี้อย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือเพราะอายตนะใดอายตนะหนึ่ง (นี่คือปริศนาธรรมคำว่าเรือนว่าง คือว่า ว่างจากอายตนะ)
เมื่อเป็นเช่นนั้น  ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า  ความกำหนัดพอใจในกามคุณ  ๕  นี้แล (ตัณหา)
เรายังละได้แล้ว  แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่  รู้อย่างนี้ว่า  ไม่มีเลยที่ความฟุ้งซ่าน
แห่งใจเกิดขึ้นแก่เราเพราะกามคุณ  ๕ 
นี้อย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือเพราะอายตนะใดอายตนะหนึ่ง
เมื่อเป็นเช่นนั้น  ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่าความกำหนัดพอใจในกามคุณ  ๕  นี้แล  เราละได้แล้ว
ด้วยอาการนี้แล  เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องกามคุณ  ๕  ฯ
    [๓๕๐]  ดูกรอานนท์  อุปาทานขันธ์ทั้ง  ๕  นี้แล  ซึ่งเป็นที่ที่ภิกษุพึงเป็นผู้พิจารณาเห็น
ทั้งความเกิดและความดับอยู่ว่า 
อย่างนี้รูป  อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป
อย่างนี้เวทนา  อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา  อย่างนี้ความดับแห่งเวทนา 
อย่างนี้สัญญา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา  อย่างนี้ความดับแห่งสัญญา
อย่างนี้สังขาร  อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร  อย่างนี้ความดับแห่งสังขาร
อย่างนี้วิญญาณ  อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ  อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ 
ธอผู้พิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์  ๕  นี้
อยู่ย่อมละอัสมิมานะในอุปาทานขันธ์  ๕  ได้  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่าเราละ
อัสมิมานะในอุปาทานขันธ์  ๕  ของเราได้แล้ว  ด้วยอาการนี้แล  เป็นอันเธอ  รู้สึกตัวในเรื่อง
อุปาทานขันธ์  ๕  ฯ

    ดูกรอานนท์  ธรรมนั้นๆ(สัญญาเวทยิตนิโรธ อนุปาทิเสลนิพพาน)  เหล่านี้แล  เนื่องมาแต่กุศลส่วนเดียว ไกลจากข้าศึก  เป็นโลกุตระ  อันมารผู้มีบาปหยั่งลงไม่ได้ 
   ดูกรอานนท์  เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  สาวกมองเห็นอำนาจประโยชน์อะไร  จึงควรใกล้ชิดติดตามศาสดา  ฯ
    ท่านพระอานนท์ทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์  มี
พระผู้มีพระภาคเป็นเหตุ  มีพระผู้มีพระภาคเป็นแบบอย่าง  มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึงอาศัย  ขอ
ได้โปรดเถิดพระพุทธเจ้าข้า  เนื้อความแห่งพระภาษิตนี้แจ่มแจ้งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเท่านั้น
ภิกษุทั้งหลายฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้  ฯ
    [๓๕๑]  พ.  ดูกรอานนท์  สาวกไม่ควรจะติดตามศาสดาเพียงเพื่อฟัง  สุตตะ  เคยยะ
 และไวยากรณ์เลย  นั่นเพราะเหตุไร 
เพราะธรรมทั้งหลายอันพวกเธอสดับแล้ว  ทรงจำแล้ว
 คล่องปากแล้ว  เพ่งตามด้วยใจแล้ว  แทงตลอดดีแล้วด้วยความเห็น  เป็นเวลานาน  ดูกร
อานนท์  แต่สาวกควรจะใกล้ชิดติดตามศาสดาเพื่อฟังเรื่องราวเห็นปานฉะนี้  ซึ่งเป็นเรื่องขัดเกลา
กิเลสอย่างยิ่ง  เป็นที่สบายแก่การพิจารณาทางใจ  เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายส่วนเดียว  เพื่อ
ความกำหนัด  เพื่อดับกิเลส  เพื่อสงบกิเลส  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความตรัสรู้  เพื่อนิพพาน
  คือ
เรื่องมักน้อย  เรื่องยินดีของของตน  เรื่องความสงัด  เรื่องไม่คลุกคลี  เรื่องปรารภ  ความเพียร
เรื่องศีล  เรื่องสมาธิ  เรื่องปัญญา  เรื่องวิมุตติ  เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ  ฯ

    ดูกรอานนท์  เมื่อเป็นเช่นนั้น  จะมีอุปัททวะของอาจารย์   อุปัททวะของศิษย์  อุปัททวะของผู้ประพฤติพรหมจรรย์  ฯ




ศาสดา ๓ จำพวก
    [๓๕๒]  ดูกรอานนท์  ก็อุปัททวะของอาจารย์ย่อมมีได้อย่างไร  ดูกรอานนท์  ศาสดา
บางท่านในโลกนี้  ย่อมพอใจเสนาสนะอันสงัด  คือ  ป่า  โคนไม้ภูเขา  ซอกเขา  ถ้ำบนภูเขา
ป่าช้า  ป่าชัฏ  ที่แจ้งและลอมฟาง  เมื่อศาสดานั้น  หลีกออกแล้วอย่างนั้นอยู่  พวกพราหมณ์
และคฤหบดี  ชาวนิคมและชาวชนบท  จะพากันเข้าไปหา  เมื่อพวกพราหมณ์และคฤหบดี  ชาว
นิคมและชาวชนบท  พากันเข้าไปหาแล้ว  ศาสดานั้นจะปรารถนาอย่างหมกมุ่น  จะถึงความ
วุ่นวาย  จะเวียนมา  เพื่อความเป็นผู้มักมาก
  ดูกรอานนท์  ศาสดานี้เรียกว่า  อาจารย์มีอุปัททวะ
ด้วยอุปัททวะของอาจารย์  อกุศลธรรมอันลามกเศร้าหมอง  เป็นเหตุเกิดในภพใหม่  มีความ
กระวนกระวาย  มีทุกข์เป็นวิบาก  เป็นที่ตั้งแห่งชาติ  ชรา  มรณะต่อไปได้ฆ่าศาสดานั้นเสียแล้
ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล  อุปัททวะของอาจารย์ย่อมมีได้  ฯ
    [๓๕๓]  ดูกรอานนท์  ก็อุปัททวะของศิษย์ย่อมมีได้อย่างไร  ดูกรอานนท์  สาวกของ
ศาสดานั้นแล  เมื่อเพิ่มพูนวิเวกตามศาสดานั้น  ย่อมพอใจเสนาสนะอันสงัด  คือ  ป่า  โคนไม้
ภูเขา  ซอกเขา  ถ้ำบนภูเขา  ป่าช้า  ป่าชัฏ  ที่แจ้งและลอมฟาง  เมื่อสาวกนั้นหลีกออกแล้ว
อย่างนั้นอยู่  พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวนิคมและชาวชนบท  จะพากันเข้าไปหา  เมื่อพวก
พราหมณ์และคฤหบดีชาวนิคมและชาวชนบท  พากันเข้าไปหาแล้ว  สาวกนั้นจะปรารถนา
อย่างหมกมุ่นจะถึงความวุ่นวาย 
จะเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมาก  ดูกรอานนท์  สาวกนี้เรียก
ว่าศิษย์มีอุปัททวะด้วยอุปัททวะของศิษย์  อกุศลธรรมอันลามก  เศร้าหมอง  เป็นเหตุเกิดใน
ภพใหม่  มีความกระวนกระวาย  มีทุกข์เป็นวิบาก  เป็นที่ตั้งแห่งชาติ  ชรามรณะต่อไป  ได้
ฆ่าสาวกนั้นเสียแล้ว  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แลอุปัททวะของศิษย์  ย่อมมีได้  ฯ
    [๓๕๔]  ดูกรอานนท์  ก็อุปัททวะของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้อย่างไร  ดูกรอานนท์
ตถาคตอุบัติในโลกนี้  ได้เป็นผู้ไกลจากกิเลส  รู้เองโดยชอบ   ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
ดำเนินไปดี  รู้แจ้งโลก  เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างหาคนอื่นยิ่งกว่ามิได้  เป็นครูของ
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เป็นผู้ตื่นแล้วเป็นผู้แจกธรรม  ตถาคตนั้นย่อมพอใจเสนาสนะอันสงัด 
คือ  ป่า  โคนไม้  ภูเขาซอกเขา  ถ้ำบนภูเขา  ป่าช้า  ป่าชัฏ  ที่แจ้ง  และลอมฟาง
 
    เมื่อตถาคตนั้นหลีกออกแล้วอย่างนั้นอยู่  พวกพราหมณ์และคฤหบดี  ชาวนิคมและชาวชนบท  จะ
พากันเข้าไปหา  เมื่อพวกพราหมณ์และคฤหบดี  ชาวนิคมและชาวชนบท  พากันเข้าไปหา
แล้ว  ตถาคตนั้นย่อมไม่ปรารถนาอย่างหมกมุ่น  ไม่ถึงความวุ่นวาย  ไม่  เวียนมาเพื่อความเป็นผู้
มักมาก  ดูกรอานนท์  ส่วนสาวกของตถาคตผู้ศาสดานั่นแลเมื่อเพิ่มพูนวิเวกตามตถาคตผู้
ศาสดา  ย่อมพอใจเสนาสนะอันสงัด  คือ  ป่า  โคนไม้ภูเขา  ซอกเขา  ถ้ำบนภูเขา  ป่าช้า
    ป่าชัฏ  ที่แจ้ง  และลอมฟาง  เมื่อสาวกนั้น  หลีกออกแล้วอย่างนั้นอยู่  พวกพราหมณ์และ
คฤหบดี  ชาวนิคมและชาวชนบท  จะพากันเข้าไปหา  เมื่อพวกพราหมณ์และคฤหบดี  ชาวนิคม
และชาวชนบท  พา  กันเข้าไปหาแล้ว  สาวกนั้นย่อมปรารถนาอย่างหมกมุ่น  ถึงความวุ่นวาย
เวียนมา  เพื่อความเป็นผู้มักมาก  ดูกรอานนท์  สาวกนี้เรียกว่าผู้ประพฤติพรหมจรรย์มีอุปัททวะ
ด้วยอุปัททวะของผู้ประพฤติพรหมจรรย์  อกุศลธรรมอันลามก  เศร้าหมอง  เป็นเหตุ  เกิดใน
ภพใหม่  มีความกระวนกระวาย  มีทุกข์เป็นวิบาก  เป็นที่ตั้งแห่งชาติ  ชรามรณะต่อไป  ได้ฆ่า
สาวกนั้นเสียแล้ว  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล  อุปัททวะของผู้  ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้  ฯ
    ดูกรอานนท์  ในอุปัททวะทั้ง  ๓  นั้น  อุปัททวะของผู้ประพฤติพรหมจรรย์นี้  มีวิบาก
เป็นทุกข์  มีวิบากเผ็ดร้อนกว่าอุปัททวะของอาจารย์และอุปัททวะของศิษย์ทั้งเป็นไปเพื่อความ
ตกต่ำด้วย  ดูกรอานนท์  เพราะฉะนั้นแล  พวกเธอจงเรียกร้องเราด้วยความเป็นมิตร  อย่า
เรียกร้องเราด้วยความเป็นข้าศึก
  ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล  เพื่อความสุขแก่พวกเธอ
ตลอดกาลนาน  ฯ
    [๓๕๕]  ดูกรอานนท์  ก็เหล่าสาวกย่อมเรียกร้องศาสดาด้วยความเป็นข้าศึก  ไม่ใช่
เรียกร้องด้วยความเป็นมิตรอย่างไร
  ดูกรอานนท์  ศาสดาในธรรมวินัยนี้  เป็นผู้อนุเคราะห์
แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล  อาศัยความเอ็นดูแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า  นี่เพื่อประโยชน์
เกื้อกูลแก่พวกเธอ  นี่เพื่อความสุขแก่พวกเธอ  เหล่าสาวกของศาสดานั้นไม่ฟังด้วยดี  ไม่
เงี่ยโสตสดับ  ไม่ตั้งจิตรับรู้และประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล
เหล่าสาวกชื่อว่าเรียกร้อง ศาสดาด้วยความเป็นข้าศึก  ไม่ใช่เรียกร้องด้วยความเป็นมิตร  ฯ
    [๓๕๖]  ดูกรอานนท์  ก็เหล่าสาวกย่อมเรียกร้องศาสดาด้วยความเป็นมิตรไม่ใช่เรียกร้อง
ด้วยความเป็นข้าศึกอย่างไร 
ดูกรอานนท์  ศาสดาในธรรมวินัยนี้เป็นผู้อนุเคราะห์  แสวงหา
ประโยชน์เกื้อกูล  อาศัยความเอ็นดูแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า  นี่เพื่อประโยชน์เกื้อกูล
แก่พวกเธอ  นี่เพื่อความสุขแก่พวกเธอ  เหล่าสาวกของศาสดานั้น  ย่อมฟังด้วยดี  เงี่ยโสต
สดับ  ตั้งจิตรับรู้และไม่ประพฤติ  หลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา  ดูกรอานนท์  อย่างนี้แล  เหล่า
สาวกชื่อว่าเรียกร้องศาสดาด้วยความเป็นมิตร  ไม่ใช่เรียกร้องด้วยความเป็นข้าศึก  ฯ
ดูกรอานนท์  เพราะฉะนั้นแล  พวกเธอจงเรียกร้องเราด้วยความเป็นมิตรอย่าเรียกร้อง
ด้วยความเป็นข้าศึก  ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล  เพื่อความสุขแก่พวกเธอตลอด
กาลนาน  ดูกรอานนท์  เราจักไม่ประคับประคองพวกเธอ  เหมือนช่างหม้อประคับประคองภาชนะ
ดินดิบที่ยังดิบๆ  อยู่  เราจักข่มแล้วๆจึงบอก  จักยกย่องแล้วๆ  จึงบอก  ผู้ใดมีแก่นสาร
ผู้นั้นจักตั้งอยู่  ฯ(นี่คือ การขนาบของพระองค์)
    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี  พระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
        จบ  มหาสุญญตสูตร  ที่  ๒
        __________    _______________

ที่ซึ่งมารและบริวารของมารไปไม่ถึง


พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์       



 ที่ซึ่งมารและบริวารของมารไปไม่ถึง
     [๓๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ที่ซึ่งมารและบริวารของมารไปไม่ถึง เป็นอย่างไร?
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน
มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้ เรากล่าวว่า ภิกษุได้ทำมารให้
ตาบอด คือทำลายจักษุของมารให้ไม่เห็นร่องรอยถึงความไม่เห็นของมารผู้มีบาปธรรม.
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง คือ ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรากล่าวว่า ภิกษุได้ทำมารให้ตาบอด คือทำลายจักษุของมารให้ไม่เห็นร่องรอย
ถึงความไม่เห็นของมารผู้มีบาปธรรม.
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง คือ ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนาม
กาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา
มีสติอยู่เป็นสุข ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรากล่าวว่า ภิกษุได้ทำมารให้ตาบอด คือทำลายจักษุของมาร
ให้ไม่เห็นร่องรอยถึงความไม่เห็นของมารผู้มีบาปธรรม.
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง คือ ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะ
ละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย นี้เรากล่าวว่า ภิกษุได้ทำมารให้ตาบอด คือทำลายจักษุของมารให้ไม่เห็นร่องรอย ถึงความ
ไม่เห็นของมารผู้มีบาปธรรม.
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง คือ ภิกษุได้บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ซึ่งมี
บริกรรมว่า อากาศหาที่สุดมิได้อยู่ เพราะเพิกรูปสัญญาเสียทั้งสิ้น เพราะปฏิฆสัญญาไม่ตั้งอยู่
เพราะไม่มีมนสิการนานัตตสัญญาอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรากล่าวว่า ภิกษุได้ทำมารให้ตาบอด
คือทำลายจักษุของมารให้ไม่เห็นร่องรอยถึงความไม่เห็นของมารผู้มีบาปธรรม.
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง คือ ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
เสียแล้ว ได้บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ซึ่งมีบริกรรมว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้อยู่ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย นี้เรากล่าวว่า ภิกษุได้ทำมารให้ตาบอด คือทำลายจักษุของมารให้ไม่เห็นร่องรอย ถึง
ความไม่เห็นของมารผู้มีบาปธรรม.
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง คือ ภิกษุล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
เสียแล้ว ได้บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ซึ่งมีบริกรรมว่า อะไรหน่อยหนึ่งไม่มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เรากล่าวว่า ภิกษุได้ทำมารให้ตาบอด คือทำลายจักษุของมารให้ไม่เห็นร่องรอย ถึงความไม่เห็น
ของมารผู้มีบาปธรรม.
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง คือ ภิกษุล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
เสียแล้ว ได้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรากล่าวว่า ภิกษุได้ทำ
มารให้ตาบอด คือทำลายจักษุของมารให้ไม่เห็นร่องรอย ถึงความไม่เห็นของมารผู้มีบาปธรรม.
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง คือภิกษุล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการ
ทั้งปวงเสียแล้ว ได้บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ก็และเพราะเห็นด้วยปัญญา เธอย่อมมีอาสวะสิ้น
ไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรากล่าวว่า ภิกษุได้ทำมารให้ตาบอด คือทำลายจักษุของมารให้ไม่เห็น
ร่องรอย ถึงความไม่เห็นของมารผู้มีบาปธรรม เป็นผู้ข้ามพ้นตัณหาอันข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆ
ในโลกเสียได้.

     พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีความยินดีชื่นชมภาษิตของ
พระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
               จบ นิวาปสูตร ที่ ๕
              ____________________________

(ดู รูปฌาน อรูปฌาน สัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ อนุปุพพวิหารเก้า วิโมกข์ 8 ว่าธรรมนั้น ชื่อแทบจะเหมือนกัน แต่อธิบายต่างกัน)

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร



ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร


              

ปฐมเทศนา
    [๑๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุด
สองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย
เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้านเป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

    การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ ๑
      ดูกรภิกษุทั้งหลายปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้
ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตา
ให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
นั้น เป็นไฉน?
    ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง
ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน.
    [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์
ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบ
ด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา
ภวตัณหา วิภวตัณหา.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สละ
สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.






  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑
ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑
ตั้งจิตชอบ ๑
๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้ว
แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.


ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒
(รู้ปฏิจจสมุปบาท ๓ กับอริยสัจ ๔  ; 3*4 =12)

    [๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓
มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า
เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน
หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้
มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า
เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.
    อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาติ
นี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.
    ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี
ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.
[๑๗] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้
บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ
ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ
ใครๆ  ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.
    เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
    เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
    เทวดาชั้นยามา ...
    เทวดาชั้นดุสิต ...
    เทวดาชั้นนิมมานรดี ...
    เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี ...
    เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็
บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว
ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม
หรือใครๆ  ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.
    ชั่วขณะการครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล.
    ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้
ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.
    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ
ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ
ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.
                ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จบ

ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร(อนัตตาธาตุ หรือนิพพาน)
     [๒๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็น
อนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ และบุคคล
พึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้นรูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า
รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
    เวทนาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ไม่พึง
เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของ
เราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา ฉะนั้น เวทนาจึง
เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด เวทนา
ของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
    สัญญาเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สัญญานี้ไม่พึง
เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา
อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไป
เพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา
อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
    สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว
สังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของ
เราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะ
สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้
ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้
เป็นอย่างนั้นเลย.
    วิญญาณเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้
ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด
วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น
วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด
วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
          
ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์

    [๒๑] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉน
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
    พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
    ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
    ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
    ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
    ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
    ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
    ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
    ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้น
ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
    ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
    ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
    ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
    ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
    ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
    ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า.
    ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
    ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
           
    ตรัสให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ

    [๒๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล
    รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด
เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ
ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
    เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา เธอทั้งหลาย
พึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา
นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
    สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบ
หรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา เธอทั้งหลายพึง
เห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่น
ไม่ใช่ตนของเรา.
    สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสังขาร เธอทั้งหลาย
พึงเห็นสังขารนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา
นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
    วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ เธอทั้งหลาย
พึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา
นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
     [๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ >>ย่อมเบื่อหน่าย(นิพพิทาญาน)แม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร
ทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย >>ย่อมสิ้นกำหนัด >>เพราะสิ้นกำหนัด >>จิตก็พ้น
มื่อจิตพ้นแล้ว >>ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า >> ชาติสิ้นแล้ว >>พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว >>กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
[๒๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลิน
ภาษิตของผู้มีพระภาค. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์
พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.
                อนัตตลักขณสูตร จบ
    ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์.
                ปฐมภาณวาร จบ

ธัมมจักกัปปวัตตนวรรคที่ ๒
                  ตถาคตสูตรที่ ๑
               ทรงแสดงพระธรรมจักร
    [๑๖๖๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :
     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด
๒ อย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ ส่วนสุด ๒ อย่างนั้นเป็นไฉน?  คือ
     การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑       การประกอบความลำบากแก่ตน เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
    ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุด ๒ อย่างเหล่านี้ อันตถาคต
ได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ
ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนั้น ... เป็นไฉน?  คือ อริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ นี้แหละ ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพ
ชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนี้แล อันตถาคตได้ตรัสรู้
แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อ
นิพพาน.
    [๑๖๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่
ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็น
ทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้ข้อนั้นก็เป็นทุกข์
โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ก็ทุกขสมุทยอริยสัจนี้แล คือ ตัณหาอันทำให้มีภพใหม่
ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้แล คือ ความดับด้วยการสำรอกโดยไม่
เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ ความสละ ความวาง ความปล่อย ความไม่อาลัย ก็ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทาอริยสัจนี้แล คือ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ซึ่งได้แก่สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมา
สมาธิ.
[๑๖๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่
เรา ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขอริยสัจนั้นควรกำหนดรู้ ฯลฯ
ทุกขอริยสัจนั้นเรากำหนดรู้แล้ว.
    [๑๖๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ ฯลฯ ทุกขสมุทยอริยสัจนั้นควรละ ฯลฯ
ทุกขสมุทัยอริยสัจนั้นเราละแล้ว.
    [๑๖๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นควรกระทำให้
แจ้ง. ฯลฯ ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นเรากระทำให้แจ้งแล้ว
    [๑๖๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่
เรา ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทาอริยสัจนั้นควรเจริญ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนั้นเราเจริญแล้ว.
    [๑๖๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็น) ตามความเป็นจริง
มีวนรอบ ๓ อย่างนี้ มีอาการ ๑๒ ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเรา ยังไม่บริสุทธิ์เพียงใด เราก็ยัง
ไม่ปฏิญาณตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหม
โลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น ก็เมื่อใด ญาณทัสสนะ
(ความรู้ความเห็น) ตามความเป็นจริง มีวนรอบ ๓ อย่างนี้ มีอาการ ๑๒ ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้
ของเรา บริสุทธิ์ดีแล้วมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณใน
โลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา
และมนุษย์ ก็ญาณทัสสนะได้บังเกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติที่สุด
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ปลื้มใจ ชื่นชม
ภาษิตของพระผู้มีพระภาค.
(รู้ปฏิจจสมุปบาท ๓ กับอริยสัจ ๔  ; 3*4 =12)ดูพุทธอุทานตอนแรกตรัสรู้ ใหม่ๆ
ฟังเทป ลป.ตอนบรรลุธรรมเหมือนกันเลย เรียกว่า กิจ ๔  ญาน ๓แต่ท่านพุทธทาสกล่าวว่าการสำเร็จเป็นพระอรหัตน์ไม่จำเป็นต้องรู้ ปฏิจจสมุปบาท กับอริยสัจสี่

    [๑๖๗๑] ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจาก
ธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรแล้ว พวก
ภุมมเทวดาได้ประกาศว่า นั่นธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันพระผู้มีพระภาคทรงประกาศแล้ว ณ ป่า
อิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ
ใครๆ ในโลก ประกาศไม่ได้ พวกเทพชั้นจาตุมหาราชได้ฟังเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ...
พวกเทพชั้นดาวดึงส์ได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว ... พวกเทพชั้นยามาได้ฟังเสียง
ของพวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว ... พวกเทพชั้นดุสิตได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นยามาแล้ว ... พวก
เทพชั้นนิมมานรดีได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นดุสิตแล้ว ... พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตีได้ฟังเสียง
ของพวกเทพชั้นนิมมานรดีแล้ว ... พวกเทพที่นับเนื่องในหมู่พรหมได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้น
ปรนิมมิตวสวัตตีแล้ว ได้ประกาศว่า นั่นธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันพระผู้มีพระภาคทรงประกาศ
แล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร
พรหม หรือใครๆ ในโลก ประกาศไม่ได้.
    [๑๖๗๒] โดยขณะนั้น โดยครู่นั้น เสียงได้ระบือขึ้นไปจนถึงพรหมโลกด้วยประการ
ฉะนี้ ก็หมื่นโลกธาตุนี้สะเทือนสะท้านหวั่นไหว ทั้งแสงสว่างอันยิ่ง หาประมาณมิได้ ได้ปรากฏ
แล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของพวกเทพดาทั้งหลาย.
    [๑๖๗๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงเปล่งอุทานว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ
โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้นคำว่า อัญญาโกณฑัญญะ จึงได้เป็นชื่อของท่านโกณฑัญญะ
ด้วยประการฉะนี้แล.
                   จบ สูตรที่ ๑