หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ภยสูตรที่ ๒



ภยสูตรที่ ๒

         [๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ ประการนี้ คนผู้ลงน้ำจะพึงหวังได้ ๔ ประการ
เป็นไฉน คือ ภัยคือคลื่น ๑ ภัยคือจรเข้ ๑ ภัยคือน้ำวน ๑ ภัยคือปลาฉลาม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 ภัย ๔ ประการนี้แล คนผู้ลงน้ำพึงหวังได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ ประการนี้ กุลบุตรบางคนใน
โลกนี้ ผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ในธรรมวินัยนี้พึงหวังได้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ๔
ประการเป็นไฉน คือ ภัยคือคลื่น ๑ ภัยคือจรเข้ ๑ ภัยคือน้ำวน ๑  ภัยคือปลาฉลาม ๑
       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภัยคือคลื่นเป็นไฉน กุลบุตรบางคนในโลกนี้ ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา
 ด้วยคิดว่า เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำ ชื่อว่า
ตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องหน้าแม้ไฉนการกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึง
ปรากฏ เธอบวชอย่างนั้นแล้วเพื่อนสพรหมจารีตักเตือน สั่งสอนว่า ท่านพึงก้าวไปอย่างนี้ พึง
ถอยกลับอย่างนี้พึงแลดูอย่างนี้ พึงเหลียวดูอย่างนี้ พึงคู้เข้าอย่างนี้ พึงเหยียดออกอย่างนี้พึง
ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวรอย่างนี้ เธอย่อมคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์มีแต่จะตักเตือน
สั่งสอนผู้อื่น ก็ภิกษุเหล่านี้คราวหลานของเราสำคัญเราว่าควรตักเตือนสั่งสอนเธอโกรธเคืองแค้นใจ
 บอกคืนสิกขาลาเพศ ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้กลัวต่อภัยคือคลื่น บอกคืนสิกขาลาเพศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 คำว่าภัยคือคลื่นนี้ เป็นชื่อแห่งความโกรธและความแค้นใจ นี้เรียกว่าภัยคือคลื่น ฯ
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภัยคือจรเข้เป็นไฉน กุลบุตรบางคนในโลกนี้ ออกบวชเป็น
บรรพชิตด้วยศรัทธา ด้วยคิดว่า เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ครอบงำ ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า แม้ไฉน การกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์
ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏเธอบวชอย่างนั้นแล้ว เพื่อนสพรหมจารีตักเตือนสั่งสอนว่า สิ่งนี้เธอควร
เคี้ยวสิ่งนี้ไม่ควรเคี้ยว สิ่งนี้ควรบริโภค สิ่งนี้ไม่ควรบริโภค สิ่งนี้ควรลิ้ม สิ่งนี้ไม่ควรลิ้ม สิ่งนี้
ควรดื่ม สิ่งนี้ไม่ควรดื่ม ของเป็นกัปปิยะเธอควรเคี้ยว ของเป็นอกัปปิยะเธอไม่ควรเคี้ยว ของเป็น
กัปปิยะเธอควรบริโภค ของเป็นอกัปปิยะเธอไม่ควรบริโภค ของเป็นกัปปิยะเธอควรลิ้ม ของเป็น
อกัปปิยะเธอไม่ควรลิ้มของเป็นกัปปิยะเธอควรดื่ม ของเป็นอกัปปิยะเธอไม่ควรดื่ม เธอควรเคี้ยวใน
กาลเธอไม่ควรเคี้ยวในวิกาล เธอควรบริโภคในกาล เธอไม่ควรบริโภคในวิกาล เธอควรลิ้มในกาล
 เธอไม่ควรลิ้มในวิกาล เธอควรดื่มในกาล เธอไม่ควรดื่มในวิกาลเธอย่อมคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรา
เป็นคฤหัสถ์ ปรารถนาสิ่งใดก็เคี้ยวสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่เคี้ยวสิ่งนั้น ปรารถนาสิ่งใดก็
บริโภคสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่บริโภคสิ่งนั้น ปรารถนาสิ่งใดก็ลิ้มสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด
ก็ไม่ลิ้มสิ่งนั้น ปรารถนาสิ่งใดก็ดื่มสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่ดื่มสิ่งนั้น ย่อมเคี้ยวสิ่งที่เป็น
กัปปิยะบ้าง สิ่งที่เป็นอกัปปิยะบ้าง ย่อมบริโภคสิ่งที่เป็นกัปปิยะบ้างสิ่งที่ไม่เป็นอกัปปิยะบ้าง ย่อม
ลิ้มสิ่งที่เป็นกัปปิยะบ้าง สิ่งที่เป็นอกัปปิยะบ้างย่อมดื่มสิ่งที่เป็นกัปปิยะบ้าง สิ่งที่เป็นอกัปปิยะบ้าง
ย่อมเคี้ยวในกาลบ้าง ในวิกาลบ้าง ย่อมบริโภคในกาลบ้าง ในวิกาลบ้าง ย่อมลิ้มในกาลบ้าง ใน
วิกาลบ้างย่อมดื่มในกาลบ้าง ในวิกาลบ้าง คฤหบดีผู้มีศรัทธาย่อมถวายของควรเคี้ยว หรือของควร
บริโภคแม้ใด อันประณีต ในกลางวัน ในเวลาวิกาลแก่เราทั้งหลายภิกษุเหล่านี้ ย่อมกระทำเสมือน
หนึ่งปิดปากแม้ในของเหล่านั้น เธอโกรธเคืองแค้นใจ บอกคืนสิกขาลาเพศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
คำว่าภัยคือจรเข้นี้แล เป็นชื่อแห่งความเป็นผู้เห็นแก่ท้อง นี้เรียกว่าภัยคือจรเข้ ฯ
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภัยคือน้ำวนเป็นไฉน กุลบุตรบางคนในโลกนี้ออกบวชเป็น
บรรพชิตด้วยศรัทธา ด้วยคิดว่า เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ครอบงำ ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า แม้ไฉน การกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้ง
มวลนี้ จะพึงปรากฏเธอบวชแล้วอย่างนี้ เวลาเช้านุ่งแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน
หรือนิคม ไม่รักษากาย วาจา ใจ ไม่ตั้งสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอเห็นคฤหบดีในบ้านหรือนิคมนั้น
เพรียบพร้อมบำเรอตนอยู่ด้วยกามคุณ ๕ เธอคิดอย่างนี้ว่าเมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์เพรียบพร้อม บำเรอ
ตนอยู่ด้วยกามคุณ ๕ ก็โภคสมบัติในสกุลของเรามีพร้อม เราอาจเพื่อจะบริโภคโภคะทั้งหลายและ
ทำบุญได้ ถ้ากระไรเราพึงบอกคืนสิกขาลาเพศ แล้วบริโภคโภคะทั้งหลายและทำบุญเถิด เธอย่อม
บอกคืนสิกขาลาเพศ ภิกษุนี้เรียกว่า กลัวต่อภัยคือน้ำวน บอกคืนสิกขาลาเพศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
คำว่าภัยคือน้ำวนนี้ เป็นชื่อของกามคุณ ๕นี้เรียกว่า  ภัยคือน้ำวน ฯ
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภัยคือปลาฉลามเป็นไฉน กุลบุตรบางคนในโลกนี้  ออกบวชเป็น
บรรพชิตด้วยศรัทธา ด้วยคิดว่า เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ครอบงำ ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า แม้ไฉน การกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้ง
มวลนี้ จะพึงปรากฏเธอบวชแล้วอย่างนี้ เวลาเช้านุ่งแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน
หรือนิคม ไม่รักษากาย วาจา ใจ ไม่ตั้งสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอเห็นมาตุคามในบ้านหรือนิคม
นั้น นุ่งไม่เรียบร้อย หรือห่มไม่เรียบร้อย ราคะย่อมรบกวนจิตของเธอ เพราะเห็นมาตุคามนุ่งไม่
เรียบร้อย หรือห่มไม่เรียบร้อย เธอมีจิตอันราคะรบกวน ย่อมบอกคืนสิกขาลาเพศ ภิกษุนี้เรียกว่า
กลัวต่อภัยคือปลาฉลาม บอกคืนสิกขาลาเพศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า ภัยคือปลาฉลามนี้เป็นชื่อของ
มาตุคาม นี้เรียกว่า ภัยคือปลาฉลาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ประการนี้แล กุลบุตรบางคนในโลกนี้
ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ในธรรมวินัยนี้ จะพึงหวังได้ ฯ
                                จบสูตรที่ ๒
                        

ว่าด้วยวิเวก ๓ ในระดับอริยบุคคล


ให้ท่านสังเกตุ จิตตวิเวก ว่า ชื่อ ฌานเหมือนในอนุปุพพวิหารเก้า ตอนปรินิพพาน มีรูปฌาน อรูปฌาน ส่วนสัญญาเวทยิตนิโรธ(อนุปาทิเสสนิพพาน)ท่านเว้นไว้ เพราะเป็นระดับอริยบุคคล ๔ จำพวก แล้วแต่อินทรีย์ ๕ ของใครจะแก่กล้า ให้ดูเรื่องอินทรีย์ ๕ ประกอบ
  ว่าด้วยวิเวก ๓

     [๒๒๙] คำว่า จะศึกษาในวิเวก มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓ คือ กายวิเวก ๑
จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก ๑.
     กายวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า
โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ คือ
เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ใน
ที่หลีกเร้นผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยว อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ
รักษา เป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า กายวิเวก.
     จิตตวิเวกเป็นไฉน?
ภิกษุเข้าปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์
เข้าทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร
เข้าตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ
เข้าจตุตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์
เข้าอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา
เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา
เข้าอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา
เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา
ลำดับอริยบุคคล (ในระดับสัญญาเวทยิตนิโรธในการทรงสภาวะไว้ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความต่างของอินทรีย์ห้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)
(เมื่อภิกษุนั้น) เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐา
นุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น
เป็นพระสกทาคามี มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่าง
หยาบๆ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น
เป็นพระอนาคามีมีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียดๆ
และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น เป็น
พระอรหันต์ มีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย
อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงใน
ภายนอก นี้ชื่อว่า จิตตวิเวก.
     อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตนิพพาน
เรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา
ความสำรอก ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่า อุปธิวิเวก.
     ก็กายวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออก ผู้ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวก ย่อมมี
แก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมด
อุปธิ ถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร. (๑)-   *

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี


 เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี



     [๓๗๗] สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์ มีช้างชื่อนาฬาคิรี เป็นสัตว์ดุร้าย  ฆ่ามนุษย์ ครั้ง
นั้น พระเทวทัตเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์แล้วไปยังโรงช้างได้กล่าวกะพวกควาญช้างว่า พนาย เรา
เป็นพระราชญาติ  สามารถจะแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง ต่ำไว้ในตำแหน่งสูงได้ สามารถจะเพิ่มได้
ทั้งเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน พนาย ถ้า กระนั้นเวลาใดพระสมณโคดมทรงพระดำเนินมาตรอกนี้
เวลานั้น พวกท่านจง  ปล่อยช้างนาฬาคิรีเข้าไปยังตรอกนี้ ควาญช้างเหล่านั้นรับคำพระเทวทัต
แล้ว
    ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตร จีวร เสด็จเข้าไป
ยังกรุงราชคฤห์พร้อมกับภิกษุมากรูป ทรงพระดำเนินถึงตรอกนั้น ควาญช้าง เหล่านั้นได้แลเห็น
พระผู้มีพระภาคทรงพระดำเนินถึงตรอกนั้น จึงปล่อยช้างนาฬา  คิรีให้ไปยังตรอกนั้น
    ช้างนาฬาคิรีได้แลเห็นพระผู้มีพระภาค ทรงพระดำเนินมา  แต่ไกลเทียว แล้วได้ชูงวง หูชัน
หางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระผู้มีพระภาค ภิกษุเหล่านั้นได้แลเห็นช้างนาฬาคิรีวิ่งมาแต่ไกลเทียว แล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคิรีนี้ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์ เดิน
เข้ามายังตรอก    นี้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จกลับเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จกลับเถิด
พระพุทธเจ้าข้า
     พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากลัวเลย ข้อที่ บุคคลจะปลง
ชีวิตตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่นนั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสเพราะพระตถาคตทั้งหลาย
ย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น

     แม้ครั้งที่สอง ภิกษุเหล่านั้น ...
     แม้ครั้งที่สาม ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า   ช้างนาฬาคิรี
นี้ ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์ เดินเข้ามายังตรอกนี้แล้ว ขอพระผู้มี   พระภาคจงเสด็จกลับเถิด
ขอพระสุคตจงเสด็จกลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า
     พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า มาเถิดภิกษุทั้งหลาย อย่ากลัวเลย ข้อที่บุคคล  จะปลงชีวิต
ตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่น นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส    เพราะพระตถาคตทั้งหลาย
ย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น ฯ
     [๓๗๘] คราวนั้น คนทั้งหลาย หนีขึ้นไปอยู่บนปราสาทบ้าง บนเรือน โล้นบ้าง บน
หลังคาบ้าง บรรดาคนเหล่านั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส  ไร้ปัญญา กล่าวอย่างนี้ว่า
ชาวเราผู้เจริญ พระมหาสมณโคดม พระรูปงาม จัก  ถูกช้างเบียดเบียน
     ส่วนพวกที่มีศรัทธา เลื่อมใส ฉลาด มีปัญญา กล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเรา ผู้เจริญ ไม่
นานเท่าไรนัก พระพุทธนาคจักทรงทำสงครามกับช้าง
     ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรี
     ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีได้สัมผัสพระเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว  ลดงวงลงแล้ว
เข้าไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาค

     ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบกระพองช้างนาฬาคิรี พลางตรัสกะช้าง
นาฬาคิรี ด้วยพระคาถา ว่าดังนี้:
     [๓๗๙] ดูกรกุญชร เจ้าอย่าเข้าไปหาพระพุทธนาค เพราะการเข้าไปหา
      พระพุทธนาคด้วยวธกะจิตเป็นเหตุแห่งทุกข์ ผู้ฆ่าพระพุทธนาค
      จากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้าไม่มีสุคติเลย เจ้าอย่าเมา และอย่า
      ประมาท เพราะคนเหล่านั้น เป็นผู้ประมาทแล้ว จะไปสู่สุคติ
      ไม่ได้ เจ้านี่แหละ จักทำโดยประการที่จักไปสู่สุคติได้ ฯ
     [๓๘๐] ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีเอางวงลูบละอองธุลีพระบาทของพระผู้มี พระภาคแล้วพ่น
ลงบนกระหม่อม ย่อตัวถอยออกไปชั่วระยะที่แลเห็นพระผู้มี   พระภาค ไปสู่โรงช้างแล้วได้ยืนอยู่
ณ ที่ของตน
     ก็แล ช้างนาฬาคิรีเป็นสัตว์อันพระพุทธนาคทรงทรมานแล้วด้วยประการ    นั้น ฯ
     [๓๘๑] สมัยนั้น คนทั้งหลายขับร้องคาถานี้ ว่าดังนี้:
      คนพวกหนึ่งย่อมฝึกช้างและม้า ด้วยใช้ท่อนไม้บ้าง ใช้ขอบ้าง
      ใช้แส้บ้าง สมเด็จพระพุทธเจ้าผู้แสวงพระคุณใหญ่ทรงทรมาน
      ช้างโดยมิต้องใช้ท่อนไม้ มิต้องใช้ศัสตรา
     คนทั้งหลายต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระเทวทัตนี้เป็นคน    มีบาป ไม่มีบุญ
เพราะพยายามปลงพระชนม์พระสมณโคดม ผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้  มีอานุภาพมากอย่างนี้ ลาภ
สักการะของพระเทวทัตเสื่อม ส่วนลาภสักการะของ   พระผู้มีพระภาคเจริญยิ่งขึ้น ฯ
     [๓๘๒] สมัยต่อมา พระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะแล้ว พร้อมทั้งบริษัท    ได้เที่ยวขอใน
สกุลทั้งหลายมาฉัน ประชาชนทั้งหลายต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน   โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะ
เชื้อสายพระศากยบุตร จึงเที่ยวขอในสกุลทั้งหลาย    มาฉันเล่า ของที่ปรุงเสร็จแล้วใครจะไม่พอใจ
ของที่ดีใครจะไม่ชอบใจ
     ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ พวกที่    เป็นผู้มักน้อย
... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระเทวทัตพร้อม กับบริษัท จึงเที่ยวขอในสกุลทั้ง
หลายมาฉันเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  พระภาค
     พระผู้มีพระภาค ... ตรัสถามว่า ดูกรเทวทัต ข่าวว่า เธอพร้อมกับบริษัท    เที่ยวขอในสกุล
ทั้งหลายมาฉัน จริงหรือ
     พระเทวทัตทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
     พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ  ภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติโภชนะสำหรับ   ๓ คนในสกุลแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย
อำนาจประโยชน์ ๓ ประการ คือ เพื่อข่ม   บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่
รัก ๑ เพื่ออนุเคราะห์สกุลด้วย หวังว่า ภิกษุทั้งหลายที่มีความปรารถนาลามกอย่าอาศัยฝักฝ่ายทำลาย
สงฆ์ ๑ ในการ ฉันเป็นหมู่ พึงปรับอาบัติตามธรรม ฯ

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระนันทกะ ให้โอวาทแก่พวกภิกษุณี

        ๔.  นันทโกวาทสูตร  (๑๔๖)



    [๗๖๖]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
    สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี  ครั้งนั้นแล  พระมหาปชาบดีโคตมีพร้อมด้วยภิกษุณีประมาณ  ๕๐๐  รูป  เข้า
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว  ได้ยืน  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พอยืนเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาค
จงทรงโอวาทสั่งสอนพวกภิกษุณี  จงรับสั่งแสดงธรรมแก่พวกภิกษุณีเถิด  ฯ
    [๗๖๗]  ก็สมัยนั้นแล  ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย  ย่อมโอวาทพวกภิกษุณี  โดยเป็นเวรกัน
แต่ท่านพระนันทกะ  ไม่ปรารถนาจะโอวาทพวกภิกษุณีโดยเป็นเวรกัน  ลำดับนั้น  พระผู้มีพระ
ภาคจึงตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า  ดูกรอานนท์วันนี้  เวรโอวาทภิกษุณีโดยเป็นเวรกัน  ของ
ใครหนอแล  ฯ
    ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภิกษุทั้งปวงทำเวรโอวาทภิกษุณีโดย
เป็นเวรกันหมดแล้ว  แต่ท่านพระนันทกะรูปนี้  ไม่ปรารถนาจะโอวาทพวกภิกษุณีโดยเป็นเวรกัน
 ต่อนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะท่านพระนันทกะว่า  ดูกรนันทกะ  เธอจงโอวาทสั่งสอนพวกภิกษุณี
ดูกรพราหมณ์  เธอจงกล่าวแสดงธรรมกถาแก่พวกภิกษุณีเถิด  ท่านพระนันทกะทูลรับพระผู้มี
พระภาคว่าชอบแล้ว  พระพุทธเจ้าข้า  แล้วนุ่งสบงทรงบาตรจีวร  เข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร
สาวัตถีในเวลาเช้า  ครั้นกลับจากบิณฑบาต  ภายหลังเวลาอาหารแล้ว  เข้าไปยัง  วิหารราชการาม
แต่รูปเดียว  ภิกษุณีเหล่านั้นได้เห็นท่านพระนันทกะเดินมาแต่ไกลพากันแต่งตั้งอาสนะและตั้ง
น้ำสำหรับล้างเท้าไว้  ท่านพระนันทกะนั่งบนอาสนะ  ที่แต่งตั้งไว้แล้ว  จึงล้างเท้า  แม้ภิกษุณีเหล่า
นั้น  ก็ถวายอภิวาทท่านพระนันทกะแล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ฯ
    [๗๖๘]  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  ท่านพระนันทกะได้กล่าวดังนี้ว่า  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
จักต้องมีข้อสอบถามกันแล  ในข้อสอบถามนั้น  น้องหญิงทั้งหลายรู้อยู่  พึงตอบว่ารู้  ไม่รู้อยู่
ก็พึงตอบว่าไม่รู้  หรือน้องหญิงรูปใด  มีความเคลือบแคลงสงสัย  น้องหญิงรูปนั้น  พึงทวนถาม
ข้าพเจ้าในเรื่องนั้นว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ข้อนี้เป็นอย่างไร  ข้อนี้มีเนื้อความอย่างไร  ฯ
    ภิกษุณีเหล่านั้นกล่าวว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  พวกดิฉันย่อมพอใจ  ยินดีต่อพระผู้เป็น
เจ้านันทกะ  ด้วยเหตุที่พระผู้เป็นเจ้านันทกะ  ปวารณาแก่พวกดิฉันเช่นนี้  ฯ
    [๗๖๙]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  โสตเที่ยงหรือไม่
เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ฆานะเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ชิวหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กายเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า
อายตนะภายใน  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๐]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  รูปเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  เสียงเที่ยงหรือ
ไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กลิ่นเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  รสเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  โผฏฐัพพะเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง
ว่า  อายตนะภายนอก  ๖  ของเราไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๑]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุ
วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  โสตวิญญาณเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ฆานวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ชิวหาวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กายวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  มโนวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า
 หมวดวิญญาณ  ๖  ของเราไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๒]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟอยู่  มีน้ำมัน
ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  แสงสว่างก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า  ประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น  มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็น
ธรรมดาไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
แต่ว่าแสงสว่างของประทีปนั้นแล  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มี  ความแปรปรวนไปเป็น
ธรรมดา  ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้นมีน้ำมันก็ไม่เที่ยง
 แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง  แปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา  แสงสว่างของประทีปนั้นก็ต้องไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เช่นกัน  ฯ
    [๗๗๓]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  บุคคลใด  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
 อายตนะภายใน  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แต่เราอาศัยอายตนะภายในเสวยเวทนาใด  เป็นสุขก็ตาม
 เป็นทุกข์ก็ตาม  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตามเวทนานั้น  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความแปรปรวน
ไปเป็นธรรมดาบุคคลผู้กล่าวอย่างนั้น  ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  อาศัยปัจจัยที่เกิด
แต่อายตนะภายในนั้นๆ  แล้ว  จึงเกิดขึ้นได้  เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  ดับ
เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  จึงดับไป  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๔]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่  มีรากก็ไม่
เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เงาก็ไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ผู้ใด
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า  ต้นไม้ใหญ่  มีแก่นตั้งอยู่โน้น  มีรากก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
 ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดาแต่
ว่าเงาของต้นไม้นั้นแล  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความแปรปรวน  ไปเป็นธรรมดา  ผู้ที่
กล่าวอยู่นั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะต้นไม้ใหญ่  มีแก่นตั้งอยู่โน้น  มีรากก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เงาของต้นไม้  ก็ต้องไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เช่นกัน  ฯ
    [๗๗๕]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  บุคคลใดพึง กล่าวอย่างนี้ว่า
อายตนะภายนอก  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แต่เราอาศัยอายตนะภาย  นอกเสวยเวทนาใด  เป็นสุขก็ตาม
เป็นทุกข์ก็ตาม  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตามเวทนานั้น  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดาบุคคลผู้กล่าวนั้นชื่อว่า  กล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  อาศัยปัจจัยที่
เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  แล้ว  จึงเกิดขึ้นได้  เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  ดับ
เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  จึงดับไป  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๖]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนคนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโค
ผู้ฉลาด  ฆ่าโคแล้ว  ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค  แยกส่วนเนื้อข้างใน  แยกส่วนหนังข้างนอก
ไว้  ในส่วนเนื้อนั้น  ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำใน  ระหว่าง  เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  ก็ใช้
มีดแล่โคอันคมเถือ  แล่คว้านส่วนนั้นๆ  ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก  เอาปิดโคนั้นไว้
 แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า  โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้  เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง  ดูกรน้องหญิง
ทั้งหลาย  คนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้กล่าวนั้นชื่อว่า  กล่าวชอบหรือ  หนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะคนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาดโน้น  ฆ่าโค
แล้ว  ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค  แยกส่วนเนื้อข้างในแยกส่วนหนังข้างนอกไว้  ในส่วนเนื้อ
นั้น  ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง  เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  ก็ใช้มีดแล่โคอันคมเถือ
แล่  คว้านส่วนนั้นๆ  ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก  เอาปิดโคนั้นไว้  แม้เขาจะกล่าว
อย่างนี้ว่า  โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้  เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง  ก็จริง  ถึงกระนั้นแล  โค
นั้นก็แยกกันแล้วจากหนังผืนนั้น  ฯ
    [๗๗๗]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อความชัด  เนื้อ
ความในอุปมานั้น  มีดังต่อไปนี้  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ข้อว่าส่วนเนื้อข้างในนั้น  เป็นชื่อของ
อายตนะภายใน  ๖  ส่วนหนังข้างนอกนั้น  เป็นชื่อของอายตนะภายนอก  ๖  เนื้อล่ำในระหว่าง  เอ็น
ในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  นั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ  มีดแล่โคอันคมนั้น  เป็นชื่อของ
ปัญญาอันประเสริฐ  ซึ่งใช้เถือ  แล่  คว้านกิเลสในระหว่าง  สัญโญชน์ในระหว่าง  เครื่องผูกใน
ระหว่างได้  ฯ
    [๗๗๘]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  โพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  เป็นเหตุ
 ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะ  อาสวะทั้งหลายสิ้นไป  ทำให้แจ้งเพราะ
รู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่  เหล่านี้  มี๗  อย่างแล  ๗  อย่างเป็นไฉน  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
คือ  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
    (๑)  ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ  อันน้อมไป
เพื่อความปลดปล่อย
    (๒)  ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  ...
    (๓)  ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์  ...
    (๔)  ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์  ...
    (๕)  ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  ...
    (๖)  ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์  ...
    (๗)  ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ  อันน้อม
ไปเพื่อความปลดปล่อย  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เหล่านี้แลโพชฌงค์  ๗  ที่ภิกษุเจริญแล้ว  ทำให้
มากแล้ว  เป็นเหตุ  ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลาย
สิ้นไป  ทำให้แจ้งเพราะรู้  ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่  ฯ
    [๗๗๙]  ครั้นท่านพระนันทกะกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนี้แล้ว  จึงส่งไปด้วย
คำว่า  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจงไปเถิด  สมควรแก่เวลาแล้ว  ลำดับนั้น  ภิกษุณีเหล่านั้น
ยินดีอนุโมทนาภาษิตของท่านพระนันทกะแล้ว  ลุกจากอาสนะ  อภิวาทท่านพระนันทกะ  กระทำ
ประทักษิณ  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค  ยืน  ณ  ที่
ควรส่วนข้างหนึ่งพอยืนเรียบร้อยแล้ว  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุณีทั้งหลาย
พวกเธอจงไปเถิด  สมควรแก่เวลาแล้ว  ต่อนั้น  ภิกษุณีเหล่านั้นได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค
กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป  ฯ
    [๗๘๐]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาค  เมื่อภิกษุณีเหล่านั้นหลีกไปแล้ว  ไม่นาน  ได้ตรัส
กะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในทุกวันอุโบสถ  ๑๔  ค่ำนั้น  ชนเป็นอันมากไม่มีความ
เคลือบแคลง  หรือสงสัยว่า  ดวงจันทร์พร่องหรือเต็มหนอ  แต่แท้ที่จริง  ดวงจันทร์ก็ยังพร่องอยู่
ทีเดียว  ฉันใด  ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุณีเหล่านั้น  ย่อมเป็นผู้ชื่นชมธรรมเทศนาของนันทกะ
ทั้งๆ  ที่ยังไม่มีความดำริบริบูรณ์เลย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ในลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคได้
ตรัสกะท่านพระนันทกะว่า  ดูกรนันทกะ  ถ้าเช่นนั้น  วันพรุ่งนี้เธอก็พึงกล่าวสอน  ภิกษุณีเหล่านั้น
ด้วยโอวาทนั้นเหมือนกัน  ท่านพระนันทกะทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าชอบแล้ว  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
    [๗๘๑]  ครั้งนั้นแล  ท่านพระนันทกะ  พอล่วงราตรีนั้นไปแล้ว  ถึงเวลาเช้า  จึงนุ่งสบง
ทรงบาตรจีวร  เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี  ครั้นกลับจาก  บิณฑบาต  ภายหลังเวลาอาหาร
แล้ว  เข้าไปยังวิหารราชการามแต่รูปเดียว  ภิกษุณี  เหล่านั้นได้เห็นท่านพระนันทกะเดินมาแต่ไกล
 จึงพากันแต่งตั้งอาสนะและตั้งน้ำล้างเท้าไว้  ท่านพระนันทกะนั่งบนอาสนะที่แต่งตั้งไว้แล้ว
จึงล้างเท้า  แม้ภิกษุณี  เหล่านั้นก็อภิวาทท่านพระนันทกะแล้ว  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ฯ
    [๗๘๒]  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  ท่านพระนันทกะได้กล่าวดังนี้ว่า  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
จักต้องมีข้อสอบถามกันแล  ในข้อสอบถามนั้น  น้องหญิงทั้งหลายรู้อยู่  พึงตอบว่ารู้  ไม่รู้อยู่
ก็พึงตอบว่าไม่รู้  หรือน้องหญิงรูปใด  มีความเคลือบแคลงสงสัยน้องหญิงรูปนั้น  พึงทวนถาม
ข้าพเจ้าในเรื่องนั้นว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ข้อนี้เป็นอย่างไร  ข้อนี้มีเนื้อความอย่างไรเถิด  ฯ
    ภิกษุณีเหล่านั้นกล่าวว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  พวกดิฉันย่อมพอใจ  ยินดีต่อพระผู้เป็น
เจ้านันทกะ  ด้วยเหตุที่พระผู้เป็นเจ้านันทกะปวารณาแก่พวกดิฉันเช่นนี้  ฯ
    [๗๘๓]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  โสตเที่ยงหรือ
ไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ฆานะเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ชิวหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กายเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า
อายตนะภายใน  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๘๔]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  รูปเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  เสียงเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กลิ่นเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  รสเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  โผฏฐัพพะเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง
ว่า  อายตนะภายนอก  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๘๕]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุ
วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  โสตวิญญาณเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ฆานวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ชิวหาวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กายวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  มโนวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบ  ตามความเป็นจริง
ว่า  หมวดวิญญาณ  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๘๖]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟอยู่  มีน้ำมัน
ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไป  เป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  แสงสว่างก็ไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
 ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า  ประทีป  น้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น  มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  แต่ว่า
แสงสว่างของประทีปนั้นแล  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่า  พึงกล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะอะไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้นมีน้ำมันก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง  แปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา  แสงสว่างของประทีปนั้นก็ต้องไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เช่นกัน  ฯ
    [๗๘๗]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  บุคคลใด  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อายตนะภายใน  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แต่เราอาศัยอายตนะภายในเสวยเวทนาใด  เป็นสุขก็ตาม
เป็นทุกข์ก็ตาม  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม  เวทนานั้น  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดาบุคคลผู้กล่าวนั้น  ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  อาศัยปัจจัยที่เกิด
แต่อายตนะภายในนั้นๆ  แล้ว  จึงเกิดขึ้นได้  เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  ดับ
เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  จึงดับไป  ฯ
(คห. เวทนาเกิดแต่ผัสสะ ซึ่งเกิดจากธรรม ๓ ประการประชุมกัน คือ อายตนะภายใน ๖  อายตนะภายนอก ๖
วิญญาณทั้ง ๖ ประชุมกันพร้อม รวมเป็นธาตุ ๑๘ ซึ่งทั้งหมดไม่เที่ยง)

    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๘๘]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่  มีรากก็ไม่เที่ยง
 แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เงาก็ไม่เที่ยง  แปรปรวน  ไปเป็นธรรมดา  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า  ต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่โน้น  มีรากก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
  แต่ว่าเงาของต้นไม้นั้นแล  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ผู้ที่กล่าวนั้น  ชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะต้นไม้ใหญ่  มีแก่นตั้งอยู่โน้น  มีรากก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดากิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เงาของต้นไม้นั้น  ก็ต้องไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดาเช่นกัน  ฯ
    [๗๘๙]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  บุคคลใด  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อายตนะภายนอก  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แต่เราอาศัยอายตนะ  ภายนอกเสวยเวทนาใด  เป็นสุขก็ตาม
เป็นทุกข์ก็ตาม  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม  เวทนานั้น  เที่ยง  ยั่งยืนเป็นไปติดต่อ  ไม่มีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
บุคคลผู้กล่าวนั้น  ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  อาศัยปัจจัย
ที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  แล้ว  จึงเกิดขึ้นได้  เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ
ดับ  เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  จึงดับไป  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๙๐]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนคนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาด
ฆ่าโคแล้ว  ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค  แยกส่วนเนื้อข้างในแยกส่วนหนังข้างนอกไว้
ในส่วนเนื้อนั้น  ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง  เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  ก็ใช้มีด
แล่โคอันคมเถือ  แล่  คว้านส่วนนั้นๆ  ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก  เอาปิดโคนั้นไว้
แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า  โคตัวนี้  ประกอบด้วยหนังผืนนี้  เหมือนอย่างเดิมนั้นเอง  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้กล่าวนั้น  ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะคนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้  ฉลาดโน้น
ฆ่าโคแล้ว  ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค  แยกส่วนเนื้อข้างใน  แยกส่วนหนังข้างนอกไว้
ในส่วนเนื้อนั้น  ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง  เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  ก็ใช้มีด
แล่โคอันคมเถือ  แล่  คว้านส่วนนั้นๆ  ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก  เอาปิดโคนั้นไว้
แม้เขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า  โคตัว  นี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้  เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง  ก็จริง
 ถึงกระนั้นแล  โคนั้นก็แยกกันแล้วจากหนังผืนนั้น  ฯ
    [๗๙๑]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อความชัด  เนื้อ
ความในอุปมานั้น  มีดังต่อไปนี้  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ข้อว่าส่วนเนื้อข้างในนั้น  เป็นชื่อของ
อายตนะภายใน  ๖  ส่วนหนังข้างนอกนั้น  เป็นชื่อของอายตนะภายนอก  ๖  เนื้อล่ำในระหว่าง
เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  นั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ  มีดแล่โคอันคมนั้น  เป็นชื่อ
ของปัญญาอันประเสริฐ  ซึ่งใช้เถือ  แล่  คว้านกิเลสในระหว่าง  สัญโญชน์ในระหว่าง  เครื่องผูก
ใน  ระหว่างได้  ฯ
(คห. พระอรหัตน์ผล ได้แยกเครื่องผูกคือ นันทิราคะ ด้วยปัญญาอันยิ่ง แต่ท่านก็ยังดูเป็นคนเหมือนเดิมจากภายนอก แต่ภายในท่านตัดขาดหมดแล้ว)
    [๗๙๒]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  โพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  เป็นเหตุ
ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป  ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่ง
ด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่  เหล่านี้มี  ๗  อย่างแล  ๗  อย่างเป็นไฉน  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  คือ
 ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
    (๑)  ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธอันน้อมไป
เพื่อความปลดปล่อย
    (๒)  ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  ...
    (๓)  ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์  ...
    (๔)  ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์  ...
    (๕)  ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  ...
    (๖)  ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์  ...
    (๗)  ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์  อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ
อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เหล่านี้แล โพชฌงค์  ๗  ที่ภิกษุเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้วเป็นเหตุ  ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลาย
สิ้นไป  ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่  ฯ
    [๗๙๓]  ครั้นท่านพระนันทกะกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนี้แล้ว  จึงส่งไปด้วย
คำว่า  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจงไปเถิด  สมควรแก่เวลาแล้วลำดับนั้น  ภิกษุณีเหล่านั้น
ยินดีอนุโมทนาภาษิตของท่านพระนันทกะแล้ว  ลุกจากอาสนะ  อภิวาทท่านพระนันทกะ  กระทำ
ประทักษิณ  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค  ยืน  ณ  ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง  พอ  ยืนเรียบร้อยแล้ว  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุณีทั้งหลาย
พวกเธอจงไปเถิด  สมควรแก่เวลาแล้ว  ต่อนั้น  ภิกษุณีเหล่านั้นได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค
กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป  ฯ
    [๗๙๔]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาค  เมื่อภิกษุณีเหล่านั้นหลีกไปแล้ว  ไม่นาน  ได้ตรัสกะ
ภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในทุกวันอุโบสถ  ๑๕  ค่ำนั้น  ชนเป็นอันมากไม่มีความ
เคลือบแคลง  หรือสงสัยว่า  ดวงจันทร์พร่องหรือเต็มหนอ  แต่แท้ที่จริง  ดวงจันทร์ก็เต็มแล้วทีเดียว
ฉันใด  ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุณีเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ชื่นชมธรรมเทศนาของนันทกะ  ทั้งๆ  ที่มี
ความดำริบริบูรณ์แล้ว  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาภิกษุณีทั้ง  ๕๐๐  รูปนั้น
รูปสุดท้ายยังเป็นถึงพระโสดาบัน  มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา  แน่นอนที่  จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า  ฯ
    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
        จบ  นันทโกวาทสูตร  ที่  ๔
        _______________

ธรรมอันไพเราะในเบื้องต้น ในท่ามกลาง ในที่สุด


        ๖.  ฉฉักกสูตร  (๑๔๘)



    [๘๑๐]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
    สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก  ภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว  พระผู้มี  พระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราจัก
แสดงธรรมแก่เธอทั้งหลาย  อันไพเราะในเบื้องต้น  ในท่ามกลาง  ในที่สุด 
พร้อมทั้งอรรถทั้ง
พยัญชนะ  ประกาศ  พรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง  คือ  ธรรมหมวดหก  ๖  หมวด  พวกเธอ
จงฟังธรรมนั้น  จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าวต่อไป  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าชอบแล้ว
พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
    [๘๑๑]  พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า  พวกเธอพึงทราบอายตนะภายใน  ๖  อายตนะ
ภายนอก  ๖  หมวดวิญญาณ  ๖  หมวดผัสสะ  ๖  หมวดเวทนา  ๖ หมวดตัณหา  ๖  ฯ
    [๘๑๒]  ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบอายตนะภายใน  ๖  นั่น  เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว
ได้แก่  อายตนะคือจักษุ  อายตนะคือโสตะ  อายตนะคือฆานะอายตนะคือชิวหา  อายตนะคือกาย
อายตนะคือมโน  ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบอายตนะภายใน  ๖  นั่น  เราอาศัยอายตนะดังนี้
กล่าวแล้ว  นี้ธรรมหมวดหกหมวดที่  ๑  ฯ
    [๘๑๓]  ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบอายตนะภายนอก  ๖  นั่น  เราอาศัยอะไรกล่าว
แล้ว  ได้แก่  อายตนะคือรูป  อายตนะคือเสียง  อายตนะคือกลิ่นอายตนะคือรส  อายตนะคือ
โผฏฐัพพะ  อายตนะคือธรรมารมณ์  ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบอายตนะภายนอก  ๖  นั่น  เรา
อาศัยอายตนะดังนี้  กล่าวแล้ว  นี้ธรรมหมวดหก  หมวดที่  ๒  ฯ
    [๘๑๔]  ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบหมวดวิญญาณ  ๖  นั่น  เราอาศัย  อะไรกล่าวแล้ว
 คือ  บุคคลอาศัยจักษุและรูป  จึงเกิดจักษุวิญญาณ  อาศัยโสตะและเสียง  จึงเกิดโสตวิญญาณ
อาศัยฆานะและกลิ่น  จึงเกิดฆานวิญญาณ  อาศัยชิวหาและรส  จึงเกิดชิวหาวิญญาณ  อาศัยกาย
และโผฏฐัพพะ  จึงเกิดกายวิญญาณอาศัยมโนและธรรมารมณ์  จึงเกิดมโนวิญญาณ  ข้อที่เรา
กล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบ  หมวดวิญญาณ  ๖  นั่น  เราอาศัยวิญญาณดังนี้  กล่าวแล้ว  นี้ธรรมหมวดหก
หมวดที่  ๓  ฯ
    [๘๑๕]  ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบหมวดผัสสะ  ๖  นั่น  เราอาศัย  อะไรกล่าวแล้ว
คือ  บุคคลอาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  อาศัย
โสตะและเสียงเกิดโสตวิญญาณ  ความประจวบของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  อาศัยฆานะและกลิ่น
เกิดฆานวิญญาณ  ความประจวบของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  อาศัยชิวหาและรสเกิดชิวหาวิญญาณ
ความประจวบของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  อาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดกายวิญญาณ  ความประจวบ
ของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  อาศัยมโนและธรรมารมณ์เกิดมโนวิญญาณ  ความ  ประจวบของธรรม
ทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบหมวดผัสสะ  ๖นั่น  เราอาศัยผัสสะดังนี้
กล่าวแล้ว  นี้ธรรมหมวดหก  หมวดที่  ๔  ฯ
    [๘๑๖]  ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบหมวดเวทนา  ๖  นั่น  เราอาศัย  อะไรกล่าวแล้ว
 คือ  บุคคลอาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  เพราะ
ผัสสะเป็นปัจจัย  จึงมีเวทนา
    อาศัยโสตะและเสียงเกิดโสตวิญญาณ  ...
    อาศัยฆานะและกลิ่นเกิดฆานวิญญาณ  ...
    อาศัยชิวหาและรสเกิดชิวหาวิญญาณ  ...
    อาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดกายวิญญาณ  ...
    อาศัยมโนและธรรมารมณ์เกิดมโนวิญญาณ  ความประจวบของธรรมทั้ง  ๓ เป็นผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  จึงมีเวทนา  ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบหมวด  เวทนา  ๖  นั่น  เราอาศัย
เวทนาดังนี้  กล่าวแล้ว  นี้ธรรมหมวดหก  หมวดที่  ๕  ฯ
    [๘๑๗]  ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึงทราบหมวดตัณหา  ๖  นั่น  เราอาศัย  อะไรกล่าวแล้ว
  คือ  บุคคลอาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  เพราะ
ผัสสะเป็นปัจจัย  จึงมีเวทนา  เพราะเวทนาเป็นปัจจัย  จึงมีตัณหา
    อาศัยโสตะและเสียงเกิดโสตวิญญาณ  ...
    อาศัยฆานะและกลิ่นเกิดฆานวิญญาณ  ...
    อาศัยชิวหาและลิ้นเกิดชิวหาวิญญาณ  ...
    อาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดกายวิญญาณ  ...
    อาศัยมโนและธรรมารมณ์เกิดมโนวิญญาณ  ความประจวบของธรรมทั้ง  ๓เป็นผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  จึงมีเวทนา  เพราะเวทนาเป็นปัจจัย  จึงมีตัณหาข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า  พึง
ทราบหมวดตัณหา  ๖  นั่น  เราอาศัยตัณหาดังนี้  กล่าวแล้ว  นี้ธรรมหมวดหก  หมวดที่  ๖  ฯ
    [๘๑๘]  ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า  จักษุเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  จักษุย่อมปรากฏแม้
ความเกิด  แม้ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแล  ปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อม  สิ่งนั้นต้องกล่าวได้
อย่างนี้ว่า  อัตตาของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้น  คำของผู้ที่กล่าวว่าจักษุเป็นอัตตานั้นจึง
ไม่ควร  ด้วยประการฉะนี้  จักษุจึง  เป็นอนัตตา
    ผู้ใดกล่าวว่า  รูปเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  รูปย่อมปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อม 
ก็สิ่งใดแล  ปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อม  สิ่งนั้น  ต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า  อัตตาของ
เราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้น  คำของผู้ที่  กล่าวว่า  รูปเป็นอัตตานั้นจึงไม่ควร  ด้วยประการ
ฉะนี้  จักษุจึงเป็นอนัตตา  รูปจึงเป็นอนัตตา
    ผู้ใดกล่าวว่า  จักษุวิญญาณเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  จักษุวิญญาณ  ย่อมปรากฏแม้
ความเกิด  แม้ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแลปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความ  เสื่อม  สิ่งนั้นต้องกล่าวได้
อย่างนี้ว่า  อัตตาของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้นคำของผู้ที่กล่าวว่าจักษุวิญญาณเป็น
อัตตานั้น  จึงไม่ควร  ด้วยประการฉะนี้  จักษุจึง  เป็นอนัตตา  รูปจึงเป็นอนัตตา  จักษุวิญญาณจึง
เป็นอนัตตา
    ผู้ใดกล่าวว่า  จักษุสัมผัสเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  จักษุสัมผัสย่อมปรากฏแม้
ความเกิด  แม้ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแล  ปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อม  สิ่งนั้นต้องกล่าวได้
อย่างนี้ว่า  อัตตาของเราเกิดขึ้นแลเสื่อมไป  เพราะฉะนั้นคำของผู้ที่กล่าวว่าจักษุสัมผัสเป็นอัตตา
นั้น  จึงไม่ควร  ด้วยประการฉะนี้  จักษุจึง  เป็นอนัตตา  รูปจึงเป็นอนัตตา  จักษุวิญญาณจึงเป็น
อนัตตา  จักษุสัมผัสจึงเป็นอนัตตา
    ผู้ใดกล่าวว่า  เวทนาเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  เวทนาย่อมปรากฏ  แม้ความเกิด
แม้ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแล  ปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อมสิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า
อัตตาของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้น  คำ  ของผู้ที่กล่าวว่าเวทนาเป็นอัตตา  นั้น  จึงไม่
ควร  ด้วยประการฉะนี้  จักษุจึงเป็นอนัตตา  รูปจึงเป็นอนัตตา  จักษุวิญญาณจึงเป็นอนัตตา  จักษุ
สัมผัสจึงเป็นอนัตตา  เวทนาจึงเป็นอนัตตา
    ผู้ใดกล่าวว่า  ตัณหาเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  ตัณหาย่อมปรากฏแม้  ความเกิด  แม้
ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแล  ปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อม  สิ่ง  นั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า
อัตตาของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้น  คำของผู้ที่กล่าวว่า  ตัณหาเป็นอัตตานั้น  จึงไม่
ควร  ด้วยประการฉะนี้  จักษุจึงเป็นอนัตตา  รูปจึงเป็นอนัตตา  จักษุวิญญาณจึงเป็นอนัตตา  จักษุ
สัมผัสจึงเป็นอนัตตา  เวทนาจึงเป็นอนัตตา  ตัณหาจึงเป็นอนัตตา  ฯ
    [๘๑๙]  ผู้ใดกล่าวว่า  โสตะเป็นอัตตา  ...
    ผู้ใดกล่าวว่า  ฆานะเป็นอัตตา  ...
    ผู้ใดกล่าวว่า  ชิวหาเป็นอัตตา  ...
    ผู้ใดกล่าวว่า  กายเป็นอัตตา  ...
    ผู้ใดกล่าวว่า  มโนเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  มโนย่อมปรากฏแม้ความเกิด  แม้
ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแล  ปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อม  สิ่ง  นั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า
อัตตาของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้น  คำของผู้ที่กล่าวว่า  มโนเป็นอัตตานั้น  จึงไม่ควร
ด้วยประการฉะนี้  มโนจึงเป็นอนัตตา
    ผู้ใดกล่าวว่า  ธรรมารมณ์เป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  ธรรมารมณ์ย่อม  ปรากฏแม้
ความเกิด  แม้ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแลปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อมสิ่งนั้นต้องกล่าวได้
อย่างนี้ว่า  อัตตาของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้น  คำ  ของผู้ที่กล่าวว่าธรรมารมณ์เป็น
อัตตา  นั้น  จึงไม่ควร  ด้วยประการฉะนี้  มโนจึงเป็นอนัตตา  ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตา วิญญาณจึงเป็นอนัตตา ฯ
    ผู้ใดกล่าวว่า  มโนวิญญาณเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  มโนวิญญาณย่อมปรากฏแม้
ความเกิด  แม้ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแลปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความ  เสื่อม  สิ่งนั้นต้องกล่าวได้
อย่างนี้ว่า  อัตตาของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้นคำของผู้ที่กล่าวว่า  มโนวิญญาณเป็น
อัตตา  นั้น  จึงไม่ควร  ด้วยประการฉะนี้  มโนจึงเป็นอนัตตา  ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตา  มโน
วิญญาณจึงเป็นอนัตตา
    ผู้ใดกล่าวว่า  มโนสัมผัสเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  มโนสัมผัสย่อม  ปรากฏแม้
ความเกิด  แม้ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแล  ปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อม  สิ่งนั้นต้องกล่าว
ได้อย่างนี้ว่า  อัตตาของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้น  คำของผู้ที่กล่าวว่า  มโนสัมผัสเป็น
อัตตา  นั้น  จึงไม่ควร  ด้วยประการฉะนี้มโนจึงเป็นอนัตตา  ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตา  มโน
วิญญาณจึงเป็นอนัตตา  มโนสัมผัสจึงเป็นอนัตตา
    ผู้ใดกล่าวว่า  เวทนาเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  เวทนาย่อมปรากฏแม้ความเกิด
แม้ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแล  ปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อมสิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า
อัตตาของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้น  คำ  ของผู้ที่กล่าวว่า  เวทนาเป็นอัตตา  นั้น  จึงไม่
ควร  ด้วยประการฉะนี้  มโนจึงเป็นอนัตตา  ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตา  มโนวิญญาณจึงเป็น
อนัตตา  มโนสัมผัสจึงเป็น  อนัตตา  เวทนาจึงเป็นอนัตตา
    ผู้ใดกล่าวว่า  ตัณหาเป็นอัตตา  คำของผู้นั้นไม่ควร  ตัณหาย่อมปรากฏแม้ความเกิด  แม้
ความเสื่อม  ก็สิ่งใดแล  ปรากฏแม้ความเกิด  แม้ความเสื่อมสิ่งนั้นต้องกล่าวได้อย่างนี้ว่า  อัตตา
ของเราเกิดขึ้นและเสื่อมไป  เพราะฉะนั้น  คำ  ของผู้ที่กล่าวว่า  ตัณหาเป็นอัตตา  นั้น  จึงไม่ควร
ด้วยประการฉะนี้  มโนจึงเป็นอนัตตา  ธรรมารมณ์จึงเป็นอนัตตา  มโนวิญญาณจึงเป็นอนัตตา
มโนสัมผัสจึงเป็นอนัตตา  เวทนาจึงเป็นอนัตตา  ตัณหาจึงเป็นอนัตตา  ฯ
    [๘๒๐]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ปฏิปทาอันให้ถึงความตั้งขึ้นแห่งสักกายะ  ดังต่อไปนี้แล
บุคคลเล็งเห็นจักษุว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  เล็งเห็นรูปว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา
นั่นอัตตาของเรา  เล็งเห็นจักษุวิญญาณว่า  นั่นของเรานั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  เล็งเห็นจักษุ
สัมผัสว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  เล็งเห็นเวทนาว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่น
อัตตาของเรา  เล็งเห็นตัณหาว่านั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  เล็งเห็นโสตะว่า  นั่น
ของเรา  ...  เล็งเห็นฆานะว่า  นั่นของเรา  ...  เล็งเห็นชิวหาว่า  นั่นของเรา  ...  เล็งเห็นกายว่า
นั่นของเรา  ...  เล็งเห็นมโนว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  เล็งเห็นธรรมารมณ์ว่า
นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  เล็งเห็นมโนวิญญาณว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตา
ของเรา  เล็งเห็นมโนสัมผัสว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  เล็งเห็นเวทนาว่า  นั่น
ของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  เล็งเห็นตัณหาว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    [๘๒๑]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ปฏิปทาอันให้ถึงความดับสักกายะ  ดังต่อไปนี้แล  บุคคล
เล็งเห็นจักษุว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเราเล็งเห็นรูปว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา
ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เล็งเห็นจักษุวิญญาณว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตา
ของเรา  เล็งเห็นจักษุสัมผัสว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เล็งเห็นเวทนา
ว่า  นั่นไม่ใช่ของเราไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เล็งเห็นตัณหาว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่
เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา  เล็งเห็นโสตะว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  ...  เล็งเห็นฆานะว่า  นั่นไม่ใช่ ของ
เรา  ...  เล็งเห็นชิวหาว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  ...  เล็งเห็นกายว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา...  เล็งเห็นมโนว่า
 นั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เล็งเห็นธรรมารมณ์ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่
เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เล็งเห็นมโน  วิญญาณว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา
เล็งเห็นมโนสัมผัสว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เล็งเห็นเวทนาว่า  นั่น
ไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่อัตตาของเรา  เล็งเห็นตัณหาว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่เรา  ไม่
ใช่อัตตาของเรา  ฯ
    [๘๒๒]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบ
ของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ 
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  ย่อมเกิดความเสวยอารมณ์  เป็นสุขบ้าง
 เป็นทุกข์บ้าง  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง  เขาอันสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมเพลิดเพลิน 
พูดถึง  ดำรง
อยู่ด้วยความติดใจ  จึงมีราคานุสัยนอนเนื่องอยู่  อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมเศร้าโศก  ลำ
บาก  ร่ำไห้  คร่ำครวญ  ทุ่มอก  ถึงความหลงพร้อม  จึงมีปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่  อันอทุกขมสุข
เวทนา ถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่ทราบชัดความตั้งขึ้น  ความดับไป  คุณ  โทษ  และที่สลัดออกแห่ง
เวทนานั้น  ตามความเป็นจริง  จึงมีอวิชชานุสัยนอนเนื่องอยู่ (ราคะ โมหะ(อวิชชา) โทสะ)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ข้อที่บุคคลนั้น
ยังไม่ละราคานุสัยเพราะสุขเวทนา  ยังไม่บรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนา  ยังไม่ถอนอวิชชา
นุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา  ยังไม่ทำวิชชาให้เกิดเพราะไม่ละอวิชชาเสีย  และจักเป็นผู้กระทำที่
สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้  นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้  ฯ(คือต้องดับเวทนา สัญญา คือ สัญญาเวทยิตนิโรธ)
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยโสตะและเสียง  เกิดโสตวิญญาณ  ...
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยฆานะและกลิ่น  เกิดฆานวิญญาณ  ...
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยชิวหาและรส  เกิดชิวหาวิญญาณ  ...
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยกายและโผฏฐัพพะ  เกิดกายวิญญาณ  ...
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยมโนและธรรมารมณ์  เกิดมโนวิญญาณ  ความประจวบ
ของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  ย่อมเกิดความเสวยอารมณ์  เป็นสุขบ้าง
เป็นทุกข์บ้าง  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง  เขาอันสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมเพลิดเพลิน  พูดถึง
ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ  จึงมีราคานุสัย  นอนเนื่องอยู่  อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมเศร้าโศก
ลำบาก  ร่ำไห้  คร่ำครวญทุ่มอก  ถึงความหลงพร้อม  จึงมีปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่  อันอทุกขม
สุขเวทนา  ถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่ทราบชัดความตั้งขึ้น  ความดับไป  คุณ  โทษ  และที่สลัดออก
แห่งเวทนานั้น  ตามความเป็นจริง  จึงมีอวิชชานุสัยนอนเนื่องอยู่  ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย  ข้อที่บุคคล
นั้นยังไม่ละราคานุสัยเพราะสุขเวทนา  ยังไม่บรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนา  ยังไม่ถอนอวิชชา
นุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา  ยังไม่ทำ  วิชชาให้เกิดเพราะไม่ละอวิชชาเสีย  แล้วจักเป็นผู้กระทำ
ที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบัน  ได้  นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้  ฯ
    [๘๒๓]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบของ
ธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  ย่อมเกิดความเสวยอารมณ์  เป็นสุขบ้าง  เป็น
ทุกข์บ้าง  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง  เขาอันสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง
ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ  จึงไม่มีราคานุสัยนอนเนื่องอยู่  อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่
เศร้าโศก  ไม่ลำบากไม่ร่ำไห้  ไม่คร่ำครวญทุ่มอก  ไม่ถึงความหลงพร้อม  จึงไม่มีปฏิฆานุสัย
นอนเนื่องอยู่  อันอทุกขมสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมทราบชัดความตั้งขึ้น  ความดับไป  คุณ  โทษ
และที่สลัดออกแห่งเวทนานั้น  ตามความเป็นจริง  จึงไม่มีอวิชชานุสัย  นอนเนื่องอยู่  ดูกรภิกษุทั้ง
หลาย  ข้อที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาบรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนา  ถอน
อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา  ยังวิชชาให้เกิดขึ้นเพราะละอวิชชาเสียได้  แล้วจักเป็นผู้
กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยโสตะและเสียง  เกิดโสตวิญญาณ  ...
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยฆานะและกลิ่น  เกิดฆานวิญญาณ  ...
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยชิวหาและลิ้น  เกิดชิวหาวิญญาณ  ...
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยกายและโผฏฐัพพะ  เกิดกายวิญญาณ  ...
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยมโนและธรรมารมณ์  เกิดมโนวิญญาณ  ความประจวบ
ของธรรมทั้ง  ๓  เป็นผัสสะ  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  ย่อมเกิดความเสวยอารมณ์  เป็นสุขบ้าง
เป็นทุกข์บ้าง  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง  เขาอันสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูด
ถึง  ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ  จึงไม่มีราคานุสัยนอนเนื่องอยู่  อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อม
ไม่เศร้าโศก  ไม่ลำบากไม่ร่ำไห้  ไม่คร่ำครวญทุ่มอก  ไม่ถึงความหลงพร้อม  จึงไม่มีปฏิฆานุสัย
นอนเนื่องอยู่  อันอทุกขมสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมทราบชัดความตั้งขึ้น  ความดับไป   คุณ
โทษ  และที่สลัดออกแห่งเวทนานั้น  ตามความเป็นจริง  จึงไม่มีอวิชชานุสัย  นอนเนื่องอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ข้อที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาบรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนา
ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา  ยังวิชชาให้เกิดขึ้นเพราะละอวิชชาเสียได้  แล้วจักเป็น
ผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ฯ
    [๘๒๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้สดับแล้ว  เห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายแม้
ในจักษุ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุวิญญาณย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
สัมผัส  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในตัณหา
    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียง  ...
    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่น  ...
    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรส  ...
    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะ  ...
    ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโน  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมารมณ์ย่อมเบื่อหน่าย  แม้ในมโน
วิญญาณ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนสัมผัส  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา   ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน
ตัณหา  เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัด  จึงหลุดพ้น  เมื่อหลุดพ้นแล้ว  ย่อม
มีญาณรู้ว่า  หลุดพ้นแล้ว  และทราบชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้
ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  ฯ
    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี  พระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาค  และเมื่อพระผู้มีพระภาคกำลังตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่  ภิกษุประมาณ  ๖๐  รูป
ได้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ  เพราะไม่ถือมั่นแล  ฯ
        จบ  ฉฉักกสูตร  ที่  ๖
        __________

คำของพระศาสดาและ ของพระสาวก เปรียบเทียบกันได้ เสมอกัน ไม่ผิดกัน

สัญญาสูตร
     [๒๑๔] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พึงมีหรือหนอแล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญใน
ปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์  ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็น
วาโยธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากาสานัญจายตนะว่าเป็นอากาสานัญจายตนะเป็น
อารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนะ ว่าเป็นวิญญาณัญจายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมี
ความสำคัญในอากิญจัญญายตนะว่าเป็นอากิญจัญญายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญใน
เนวสัญญานาสัญญายตนะว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญใน
โลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว ที่
แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ
     พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พึงมีได้อานนท์ การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึง
มีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ... ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็น
ผู้มีสัญญา ฯ
     อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พึงมีได้อย่างไรเล่า การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่
พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ... ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึง
เป็นผู้มีสัญญา ฯ
     พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้ว่าธรรมชาตินั่นสงบ
ธรรมชาตินั้นประณีต คือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา
ความสิ้นกำหนัด ความดับ นิพพาน
ดูกรอานนท์ พึงมีได้อย่างนี้แล การที่ภิกษุได้สมาธิโดย
ประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญใน
อาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากาสาณัญ
จายตนะว่าเป็นอากาสนัญจายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนะว่าเป็น
วิญญาณัญจายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากิญจัญญายตนะว่าเป็นอากิญจัญญายตนะ
เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลก
หน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็นเสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ
ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ
     ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจาก
อาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้ว เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่
ครั้นแล้ว ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ พึงมี
ได้หรือหนอแล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาต
ุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบธรรมที่รู้แจ้ง
ที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ
     ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่านอานนท์ผู้มีอายุ พึงมีได้ การที่ภิกษุได้สมาธิ โดย
ประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญ
ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรอง
ตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา
     อา. ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ พึงมีได้อย่างไรเล่า การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการ
ที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่
ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้งที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรองตาม
แล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา
     สา. ดูกรท่านอานนท์ผู้มีอายุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้ว่า ธรรมชาติ

นั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือ ความสงบสังขารทั้งปวงความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้น
ตัณหา ความสิ้นกำหนัด ความดับ นิพพานดูกรท่านอานนท์ผู้มีอายุ พึงมีได้อย่างนี้แล การ
ที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ
ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว ที่
แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ
     อา. ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว การที่อรรถกับอรรถ
พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดาและของสาวก เปรียบเทียบได้กัน เสมอกัน ไม่
ผิดกัน ในบทที่เลิศ ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ เมื่อกี้นี้กระผมเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้
ทูลถามเนื้อความอันนี้ แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์เนื้อความอันนี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วย
พยัญชนะเหล่านี้ แก่กระผมเหมือนที่ท่านพระสารีบุตรพยากรณ์ ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ
น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว การที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดาและ
ของพระสาวก เปรียบเทียบกันได้ เสมอกัน ไม่ผิดกัน ในบทที่เลิศนี้ ฯ

ผู้ที่ติเตียนพระอริยเจ้า

พยสนสูตร



     [๒๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายติเตียนพระอริยเจ้า
ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
ความฉิบหาย ๑๑ อย่างเป็นไฉน คือ
ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๑
เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ๑
สัทธรรมของภิกษุนั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว ๑
เป็นผู้เข้าใจว่าได้บรรลุในสัทธรรม ๑
เป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ๑
ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑
บอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อหินภาพ ๑
ถูกต้องโรคอย่างหนัก ๑
ย่อมถึงความเป็นบ้า คือ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑
เป็นผู้หลงใหลทำกาละ ๑
เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายติเตียนพระอริยเจ้า ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ ฯ