หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กรณีสวนสันติธรรม




กรณีพระปราโมทย์  ปาโมชโช พระนักเทศน์ชื่อดััง
เรื่องคำสอน และกรณีบัญชีเงินบริจาค รวมทั้งที่ดินที่เป็นชือ ภรรยาเก่า
ยังความเคลือบแคลงสงสัย
(ขอให้ท่านได้ใช้ปัญญาพิจาณาในการดู)


ฟังพระอริยตัวจริงเทศน์ ลป.สาวกโลกอุดร
การบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์










ข่าวสวนสันติธรรม ที่นี่ทีวีไทย 12 Oct 2101









 DSI สอบ พระปราโมทย์ 05 09 2010

เจาะใจ กรณีพระปราโมทย์​


ตอนที่ ๑


ตอนที่ ๒



ตอนที่ ๓




ตอนที่ ๔







วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ย้ อ น ร อ ย ๑ ๕ ปี ยั น ต ร ะ อ ม โ ร ภิ ก ขุ

ย้ อ น ร อ ย ๑ ๕ ปี ส า ร ค ดี กุลธิดา สามะพุทธิ, วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรื่อง
ฝ่ายภาพสารคดี ภาพ     ยั น ต ร ะ อ ม โ ร ภิ ก ขุ      "...อย่างไรก็ตาม การเลื่อมใส อันมีความหลง เป็นที่ตั้งนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการหลงในรูป ท่านได้แต่งโศลกบทหนึ่งว่า
    เราเป็นใครแน่ เจ้าไม่รู้จัก
    แม้นเราจะบอกเจ้าสักกี่ครั้งก็ตาม
    และเฝ้าชมแต่รูปของเราเท่านั้นเอง
    ไม่จีรัง...โธ่น่าสงสาร เด็กอมมือ






    นักสิทธิมนุษยชนผู้หนึ่งกล่าวว่า 'สิทธิของพระจะต้องสงวนไว้ ซึ่งพรหมจรรย์ หน้าที่ของพระ คือรักษาไว้ซึ่งพรหมจรรย์ พระจะต้องคำนึงถึง สิทธิและหน้าที่นี้ และญาติโยมพึงตระหนักด้วยเช่นเดียวกัน ความเคร่งครัด ในศีลาจารวัตร และพระธรรมวินัย จึงเป็นเกราะคุ้มครองพรหมจรรย์ของท่าน (พระยันตระ) ให้บริสุทธิ์ผ่องใส...'
    ท่านได้ให้สติไว้เสมอว่า 'ลึกจากผิวหนังไปไม่ถึงครึ่งเซนติเมตร มีอะไรที่งดงามนักหรือ'"

("นักเดินทางอิสระ ท่านยันตระ อมโรภิกขุ" สารคดี ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๘๒, ธันวาคม ๒๕๓๔)

      กรมการศาสนา ๑๐ มกราคม ๒๕๓๗, สีกากลุ่มหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียน ต่อสมเด็จพระสังฆราชฯ และอธิบดีกรมการศาสนา
    "หนังสือร้องเรียน" ฉบับนั้นระบุว่า เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๖ พระอาจารย์ยันตระ อมโรภิกขุ เดินทางไปเทศนา ที่ทวีปยุโรป ระหว่างลงเรือเดินสมุทร พระยันตระแสดง ความไม่สำรวม และมีอาจาระไม่เหมาะสม กับสมณเพศต่อสุภาพสตรี ผู้หนึ่งที่เข้าร้องเรียน
    นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าใหม่ เกี่ยวกับพระยันตระ อมโรภิกขุ ซึ่งก่อตัวขึ้นมาท่ามกลาง เรื่องเล่าเดิม ที่ได้รับความนิยม และเลื่อมใสจากผู้บริโภค เป็นอย่างมากมาโดยตลอด
"ท่านเป็นพระสุปฏิปันโน ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีปฏิปทาศีลจารวัตรที่งดงาม สมควรกราบไหว้บูชาอย่างแท้จริง ท่านเป็นเนื้อนาบุญ ของพระพุทธศาสนา เป็นสมณะที่เจริญธรรม ตามรอยยุคลบาทพระบรมศาสดา ด้วยดวงใจบริสุทธิ์ที่ตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว" (คอลัมน์ "อริยะและโลกที่ ๖" ข่าวสด, ๑๓ มกราคม ๒๕๓๗)
    "เคยมาศึกษาพุทธศาสนา ที่พม่าถึงขนาดลงทุนบวชชี แต่รู้สึกว่าไม่เห็นแบบอย่างที่ดี จนเมื่อพบท่านที่ออสเตรเลีย ศรัทธาในวัตรปฏิบัติ จึงติดตามมาศึกษาที่เมืองไทย" (เอลิซาเบธ กอกี้ ชาวออสเตรียที่ย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลีย บริจาคที่ดิน ๒๕๐ ไร่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ เพื่อสร้างเป็นสำนักป่าสุญญตาราม ให้สัมภาษณ์ สารคดี ธันวาคม ๒๕๓๔)
    "ท่านยันตระ ได้พิสูจน์สัจจะแห่งธรรม ในรูปแบบของ พระนอกระบบเป็นเวลา ๔ ปี จนมั่นใจแจ่มชัดว่า เส้นทางที่พระพุทธองค์ ทรงชี้นำนั้น คือ มรรคาแห่งอิสรภาพอย่างแน่แท้ และเมื่อประเมินผล จากวัตรปฏิบัติแล้ว เห็นสมควรที่จะสวม เครื่องแบบของ "พุทธบุตร" ได้อย่างไม่ละอายแก่ใจ เพราะผ้ากาสาวพัสตร์นั้น เป็นอาภรณ์อันสูงส่ง ของผู้บริสุทธิ์และพากเพียร วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ตรงกับวันวิสาขบูชา เวลาเที่ยงคืน นักพรตชุดขาว ผมยาว ผู้มุ่งมั่นได้ทำพิธี เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่ง ของพระรัตนตรัยโดยสมบูรณ์ ที่วัดรัตนาราม อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
    "จากบัดนั้นจนบัดนี้ ท่านได้ทำหน้าที่บุตรแห่งพุทธะ ออกจาริกเผยแพร่ธรรม อย่างกว้างขวาง จนเกียรติคุณขจรขจาย ไปทั่วประเทศและแดนใกล้ไกล" (สารคดี, ธันวาคม ๒๕๓๔)
        ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เทปบันทึกการสนทนา ระหว่างพระยันตระกับนางจันทิมา มายะรังษี หนึ่งในสีกาที่ร้องเรียนว่า พระยันตระล่อลวงเสพเมถุนด้วย, เอกสารของหม่อมดุษฎี บริพัตร อดีตโยมอุปัฏฐาก คนสำคัญ ที่กล่าวถึงพฤติกรรม อันไม่เหมาะสมต่อความเป็นพระสงฆ์ ในขณะที่เดินทางไปต่างประเทศ และหลักฐานการลอกเลียนบทกวีของ ดร. ระวี ภาวิไล จะพุ่งตรงเข้าไปสั่นคลอน ความเลื่อมใสศรัทธาแรงกล้า ที่สาธารณชนมีต่อภิกษุรูปนี้ อย่างรุนแรงเพียงใด
     ยังไม่ต้องพูดถึง ข้อกล่าวหา ที่ได้รับการเผยแพร่ออกมา -- พระยันตระมีเพศสัมพันธ์ กับนางแก้วตา หม่องจินดา บนดาดฟ้า เรือเดินสมุทรไวกิ้งไลน์ ระหว่างทางจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ไปยังกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์, พระยันตระ จับต้องกายนางสาวซูซาน ด้วยความกำหนัด ณ กุฏิริมน้ำ วัดป่าสุญญตาราม เมืองบันดานูน ประเทศออสเตรเลีย, พระยันตระ เข้าไปหานางสาวอีวา ในรถตู้ของเธอบนท้องถนนกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย, ร่วมหลับนอน กับนางสาวอีวา และพร่ำพูดถึงความรัก ต่ออีวาทางโทรศัพท์ (มีหลักฐานเป็นเทปบันทึกเสียง)
    การปะทะกันระหว่าง เรื่องเล่าเก่าและใหม่ เกี่ยวกับพระยันตระ ทำให้สังคมไทยในช่วงเวลานั้น (๒๕๓๗-๒๕๓๘) เต็มไปด้วยความตื่นเต้น สับสน สงสัยใคร่รู้ โกรธเกรี้ยว และเศร้าหมอง    
    กระทรวงศึกษาธิการแถลงว่า การปล่อยให้ข้อกล่าวหา พระยันตระยืดเยื้อต่อไปนาน ๆ ย่อมบั่นทอนความรู้สึก ของประชาชนที่มีต่อพระยันตระ และพระสงฆ์ นำความเสียหาย มาสู่สถาบันศาสนา และจิตใจของประชาชน
    "...ดังที่ได้รับทราบว่า บางคนถึงกับเสียชีวิตเพราะความเศร้าสลด กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีอีกผู้หนึ่งที่ยังรักษาตัว อยู่ที่โรงพยาบาลเพราะช็อก ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อการกระทำดังกล่าว กลุ่มผู้กล่าวหา หรือสื่อมวลชน หรือใครกันแน่"
    แถลงการณ์ของกระทรวงศึกษาฯ ฉบับนี้ออกมาตอนที่ เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ นั่นหมายถึงว่า เรื่องราวยังเดินทางมาไม่ถึง ตอนที่นางจันทิมาพาเด็กหญิงกระต่าย ซึ่งอ้างว่า เป็นบุตรสาวของเธอมาแสดงตัว พร้อมกับนำ ภาพถ่ายการใช้ชีวิต เยี่ยงสามีภรรยามาเปิดเผย ต่อมานางจันทิมา ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอธิกรณ์พระยันตระ (ปลายเดือนมกราคม ๒๕๓๘), มีการท้าให้ตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นพ่อลูกกัน ระหว่างพระยันตระ กับเด็กหญิงคนดังกล่าว, มีการเปิดเผย หลักฐานชิ้นสำคัญ คือ สลิปบัตรเครดิต ที่มีโยมอุปัฏฐากบริจาคให้ ซึ่งถูกนำไปใช้ ในสถานบริการทางเพศ สถานบริการอาบอบนวด ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมทั้งหลักฐาน การเปิดโรงแรม และเช่ารถร่วมกับสตรี เพียงสองต่อสอง
    แม้ว่าท่าทีของคณะสงฆ์ ในตอนแรกจะออกมาในรูปที่ว่า "เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โต้ทันควันขบวนการ จ้องทำลายพระ -ทำลายพุทธศาสนา มีสองสตรีอเมริกันเป็นแกนนำร่วมกับชาวพุทธนอกรีต เผยยันตระตกเป็นเหยื่อรายใหญ่ เพราะคนนับถือทั้งประเทศ" (ข่าวสด, ๑๖ มกราคม ๒๕๓๗) กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งดูแลกรมศาสนาเอง ก็มีท่าทีบ่ายเบี่ยงต่อการสืบหาความจริงมาตลอด แต่ด้วยหลักฐานที่แน่นหนา ในที่สุด ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ก็มีมติเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๗ ให้พระยันตระ พ้นจากสมณเพศด้วยสาเหตุ "ประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับพรหมจรรย์"
    เรื่องทั้งหมด ควรจะจบลงตรงนี้ แต่ก็เปล่า
    ถึงจะโดนจับสึกไปแล้วก็ตาม อดีตพระยันตระ หรือ วินัย ละอองสุวรรณ ยังประกาศตัว ว่าเป็นพระสงฆ์อยู่เช่นเดิม ยังคงห่มจีวร หากแต่เปลี่ยนจากสีกลัก เป็นสีเขียวแก่ เขาจึงถูกฟ้องร้อง ด้วยข้อหาหมิ่น องค์สมเด็จพระสังฆราช และแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ หลังจากนั้น จึงหนีไปอยู่อเมริกา โดยใช้หนังสือเดินทางปลอม เนื่องจากหนังสือเดินทางตัวจริง ถูกทางการไทยถอดถอนไปหลังจากมีคดี
    ในวันนี้ ไม่มี "พระอาจารย์ยันตระ" ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏขึ้นมาเอง ในจิตของเขา อย่างชัดเจน ทั้งตัวอักษร และความหมาย (ยันตระ แปลว่า ห่างไกลจากความผูกพันผูกติด) ที่ผู้คนเอาผ้าขาวรองให้เหยียบ แล้วนำไปบูชา เอาดอกบัวมาให้เสก แล้วกลับไปต้มน้ำกินรักษาโรคอีกต่อไป พระภิกษุที่เคยยึดเอาศรัทธา ของผู้คนนับแสนไป กลับกลายมาเป็น "ยอดมารศาสนา" และ "ผู้ร้ายข้ามแดน" ไปเสียแล้ว
    ..................................
    "ยันดะซ่า-ล่าสุด เล่นวอลเลย์ โผล่โชว์ริมทะเล"
    "สมียันดะ-จิ้งเขียว ซ่าไม่เลิก ล่าสุดห่มจีวรเ ล่นวอลเลย์บอลกับฝรั่ง ที่ริมชายหาด เมืองซานดิเอโก อเมริกา อย่างสนุกสนาน แฉสุดแสบ แต่งตัวพิลึกพิลั่น สวมกางเกงยืด-เสื้อสีดำ แล้วห่มผ้าเหลืองรุ่มร่าม แถมสวมหมวกไหมพรม เหมือนพระทิเบต ออกตระเวนหลอกล่อ ให้คนเข้าสำนักสุญญตา..." (ข่าวสด ๙ มิถุนายน ๒๕๔๒)

  ความคืบหน้าเกี่ยวกับอดีตพระยันตระ
๖ กันยายน ๒๕๔๑
กลุ่มลูกศิษย ์ที่ยังเลื่อมใสศรัทธา อดีตพระยันตระ มาเผยแผ่ธรรมะที่วัดมเหยงค์ ตำบลคลัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ฉายสไลด์ชีวิตความเป็นอยู่ ของนายวินัย ละอองสุวรรณ ขณะที่อยู่ในต่างประเทศ มีการนำรูปอดีตพระยันตระ มาแจกจ่าย พระมานะ ลูกศิษย์เอกของยันตระ ขึ้นบรรยายธรรมว่า พระยันตระเป็นพระที่ดี ปฏิบัติธรรมเคร่งครัด แต่ถูกมารในเมืองไทยรุมทำลาย คนไทยควรสำนึกในบุญคุณของท่าน ที่เผยแผ่พุทธศาสนาออกไปทั่วโลก

๑๐ กันยายน ๒๕๔๑
สำนักงานอัยการสูงสุด มีหนังสือถึงกรมสนธิสัญญา และกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เรื่องที่ทางการไทย จะยื่นฟ้องดำเนินคดีอดีตพระยันตระ ข้อหาใช้หนังสือเดินทางปลอม เพื่อให้สหรัฐอเมริกา ส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศ แต่ทางสหรัฐอเมริกา ยังไม่ให้คำตอบกลับมาว่า คดีดังกล่าวเข้าข่ายความผิด ที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่

๒๐ กันยายน ๒๕๔๑
กลุ่มลูกศิษย์ เตรียมจัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิด ให้อดีตพระยันตระ ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ที่สำนักสงฆ์สุญญตาราม เกริงกาเวีย อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีการประดับประดาด้วยธงชาติไทย สลับกับธงธรรมจักรสีเหลือง ลูกศิษย์กลุ่มนี้ ยังเคารพเลื่อมใส และระลึกถึงอดีตพระยันตระอยู่ตลอดเวลา ภาวนาให้พ้นเคราะห์กรรมโดยเร็ว จะได้กลับมาเป็นที่พึ่งที่บูชา ของลูกศิษย์เหมือนเดิม ศิษย์เอกอีกคนหนึ่งที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์ว่า "หากอาจารย์กลับมา คงจะกลับมาแบบยิ่งใหญ่ และเรียกศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน อีกครั้งหนึ่ง"

๙ มิถุนายน ๒๕๔๒
    ข่าวสด รายงานว่า ปัจจุบันนี้ อดีตพระยันตระใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ในสำนักสุญญตาราม เมืองเอสคอนดิโด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีสาวกคนสนิท คอยติดตามรับใช้เหมือนเคย มีคนไทยที่ยังศรัทธา เดินทางไปทำบุญอยู่บ้างประปราย

๒๒ กันยายน ๒๕๔๒
    ผู้สื่อข่าว ข่าวสด เดินทางไปพบนางจันทิมา มายะรังษี เนื่องจากมีข่าวว่า จะถอนฟ้องอดีตพระยันตระ ซึ่งนางจันทิมากล่าวว่า ไม่เป็นความจริง และถึงมีใครติดต่อมาให้ล้มคดี ก็จะไม่ยอมเด็ดขาด ปัจจุบัน นางจันทิมา และเด็กหญิงกระต่าย ซึ่งขณะนี้เรียนอยู่ชั้น ป.๖ พักอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี โดยนางจันทิมามีอาชีพรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า

(หมายเหตุ : การสอบสวนอธิกรณ์ยันตระยังคงดำเนินต่อไป ขณะนี้ ขั้นตอนอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ หลังจากที่ศาลชั้นต้นตัดสินว่า ไม่มีความผิด แต่นางจันทิมา มายะรังษี ได้ทำการยื่นอุทธรณ์ ส่วนคดีหมิ่นองค์สมเด็จพระสังฆราช เป็นหน้าที่ของตำรวจ ในการติดตามตัวมาดำเนินคดี)

ปิดตำนานกาม "ภาวนาพุทโธ" พระผู้มีชื่อเสียง


ปิดตำนานกาม "ภาวนาพุทโธ" ฎีกายืน-คุก50ปี อีกผลงานข่าวสด

คอลัมน์ แฟ้มคดี
ตะลึง ดีตพระภาวนาพุทโธติดคุก 50ปี คดีข่มขืนด.ญ. กลายเป็นนักโทษมียอดเงินฝากบัญชีมากสุด 14 ล้านบาท หลังบรรดาญาติธรรมยังศรัทธาแห่ตามฟังคำสอนถึงในเรือนจำบางขวาง พบคิวแน่นทุกวันอังคารและพฤหัสฯ เฉลี่ยได้บริจาคครั้งละ 7 พันบาท(พวกศรัทธาตาบอด ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม)

    เกือบ 14 ปีเต็มกับคดีสะท้านสะเทือนวงการสงฆ์ ในพฤติกรรมกามฉาวของนายจำลอง คนซื่อ หรืออดีตพระภาวนา พุท โธ อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพราน จ.นครปฐม ที่ถูกจับกุมข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงชาวเขาถึง 9 คน เมื่อปี 2538

มาวันนี้คดีก็ถึงบทยุติอย่างสมบูรณ์ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ จำคุกนายจำลอง รวม 50 ปี

นาย จำลอง ถูกจับกุมพร้อมสมุนอดีตแม่ชีอีก 7 คน ซึ่งทำหน้าที่จัดหาเด็กหญิงชาวเขา ที่นายจำลอง นำมาเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนหนังสือเข้าไปบำเรอกามในกุฏิ

โดยทำทางเข้าเฉพาะและให้เด็กๆนอนพักอยู่ในห้องใกล้ๆ กัน

ไม่ต่างจากเป็น"ฮาเร็ม" โดยมีอดีตแม่ชี 7 คนทำหน้าที่ต้นห้อง ทั้งหลอกล่อ ข่มขู่เด็กๆ

หากรายใดไม่ยอมก็จะช่วยจับแขน-ขาเพื่อให้นายจำลอง ลงมือขืนใจ!!!

ก่อน ที่ความจะแตกเมื่อมีอดีตพระในวัดสังเกตพบความไม่ชอบมาพากล ตัดสินใจนำเรื่องเข้าร้องเรียนกรมการศาสนา และร้องมายังหนังสือพิมพ์"ข่าวสด"

หนังสือพิมพ์"ข่าวสด"ในห้วงเวลา นั้นเพิ่งกระชากหน้ากาก"จิ้งเขียว"อดีตพระยันตระ จนถูกจับสึกและเผ่นหนีคดีไปเร่ร่อนที่เมืองนอกจนถึงปัจจุบันนี้

ทีม ข่าวจึงสืบเสาะข้อเท็จจริงและตรวจสอบข้อมูล จนแน่ชัดว่าไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้ง เนื่องจากเวลานั้นนายจำลอง ในคราบพระภาวนาพุทโธ เป็นพระที่มีชื่อเสียงอย่างมาก

และยังพบข้อมูลสำคัญว่าก่อนหน้านี้เคยมีผู้ไปร้องทุกข์กับกองปราบปราม ในเรื่องเดียวกันมาแล้ว

อีก หลักฐานสำคัญที่หนังสือพิมพ์"ข่าวสด" ตัดสินใจเปิดข่าวนี้ คือจดหมายร้องทุกข์ของเหยื่อกามชุดแรกรวม 6 คน ที่รอดพ้นฮาเร็มนรกกลับไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานศึกษาธิการทางภาคเหนือ

เหยื่อทั้งหมดเขียนเล่ารายละเอียดอย่างหมดเปลือก

หนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 30 กรกฎาคม 2538 จึงนำเสนอข่าวนี้เป็นฉบับแรกและฉบับเดียว จนนำมาสู่การทลายฮาเร็มนรกของนายจำลอง

ตำรวจ กองปราบปราม เข้ามาสืบสวนเรื่องนี้และเชิญเจ้าทุกข์มาสอบปากคำ ก่อนใช้เวลาเพียง 1 เดือนเศษ สรุปสำนวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหารวม 8 คน ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง

จําเลยทั้ง 8 คนประกอบด้วย 1.นายจำลอง คนซื่อ 2.น.ส.สมจิตร รักสีขาว 3.น.ส.ช่อผกา สกุลวนาการ 4.น.ส.อนงค์ วงศ์ใจประเสริฐ 5.น.ส.จินตนา ดาราโรดม 6.น.ส.สุภาพ นาวรัตน์ 7.นางศรีเพ็ญ มีกลอนเพราะ และ 8.น.ส.ขนิษฐา มีกลอนเพราะ


อัยการสั่งฟ้องผู้ ต้องหาทั้งหมดเป็นจำเลยต่อศาลวันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 ในข้อหากระทำชำเราหญิงอายุไม่เกิน 13 ปีซึ่งมิใช่ภรรยาตน เป็นผู้สนับสนุน เป็นธุระจัดหา และชักพาหญิงไปเพื่อสำเร็จความใคร่ เพื่อการอนาจาร ระหว่างปี 2531-2538 มีเหยื่อรวม 9 คน

ศาลชั้นต้นใช้เวลาสืบพยานและพิจารณา อย่างถี่ถ้วนและรอบคอบนานเกือบ 10 ปี มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 47 ว่า จำเลยทั้งหมดกระทำผิดจริง หลายกรรมต่างกัน

ให้จำคุกจำเลยที่ 1 รวม 160 ปี แต่ตามกฎหมายกำหนดให้จำคุกจำเลยไว้ได้ไม่เกิน 50 ปี จึงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 50 ปี, จำเลยที่ 2 จำคุก 31 ปี, จำเลยที่ 3 จำคุก 28 ปี, จำเลยที่ 4 จำคุก 10 ปี , จำเลยที่ 5 จำคุก 3 ปี , จำเลยที่ 6 จำคุก 4 ปี , จำเลยที่ 7 จำคุก 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 8 ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1-4 และ 6-7 ยื่นอุทธรณ์คดีขอให้ศาลยกฟ้อง

กระทั่งวันที่ 16 พฤศจิกายน 48 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
นาย จำลอง จำเลยที่ 1 และน.ส.ช่อผกา สกุลวนาการ จำเลยที่ 3 เป็น 2 คนที่ยื่นฎีกา ส่วนคนอื่นๆ ที่ไม่ยื่นฎีกา เพราะบางส่วนเสียชีวิต และบางส่วนก็ได้รับโทษครบตามกำหนดแล้ว เนื่องจากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี

วันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษา

ช่วง เช้านายจำลอง ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จับใส่ตรวนสวมชุดนักโทษ ควบคุมตัวมาที่ศาล โดยมีสาวกราว 200 คนทั้งแม่ชีและคนธรรมดา นุ่งขาวห่มขาวมาให้กำลังใจ

โดยน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยยกขบวนไปเยี่ยมนายจำลอง ในคุกและนั่งพนมมือฟังนายจำลอง เทศน์ผ่านลูกกรงด้วย!??

ระหว่าง เดินเข้าห้องพิจารณาก็มีบรรดาแม่ชี และผู้นับถือศรัทธา นั่งพับเพียบกับพื้นพนมมือไหว้ ส่วนนายจำลอง ก็วางท่าพนมมือรับไหว้ตลอดทาง

เมื่อถึงเวลาผู้พิพากษาศาลฎีกาออกนั่งบัลลังก์อ่านคำตัดสิน

"ศาล ฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารืออย่างละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่าพยานผู้เสีย หายทั้งเก้า เบิกความสอด คล้องกันถึงพฤติการณ์ของพวกจำเลย มีแม่ชี พาผู้เสียหายรายละคนผ่านทางห้องน้ำ อ้างว่าต้องไปทำความสะอาดห้องบันทึกเทป จากนั้นได้ให้ผู้เสียหายไหว้พระพุทธรูป จำเลยที่ 1 จึงเดินลงมาจากชั้น 2 ให้ผู้เสียหายมากราบที่ตัก ใช้มือลูบผม แล้วให้ผู้เสียหายไปปูที่นอน หรือให้ช่วยบีบนวดที่ขา จากนั้นจำเลยที่1 เข้าโอบกอด โดยมีจำเลยอื่นช่วยจับแขนขา แล้วจำเลยที่1 ได้กระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่แล้วก็ให้ผู้เสียหายกินยาคุมกำเนิด"



ต่อ มาได้มีพระสุรัตน์ ซึ่งเป็นพระลูกวัดโพธิ์เรียง ญาติของผู้เสียหายรายหนึ่ง ทราบเรื่องจากผู้เสียหาย จึงให้เขียนบันทึก ทำแผนที่แล้วเข้าร้องเรียนต่อกรมการศาสนาและกองปราบปราม ต่อมาสื่อมวลชนเสนอข่าว ผู้เสียหายทยอยเปิดเผยตัวมากขึ้น จึงเริ่มสอบสวนจริงจังโดยพาไปดูที่เกิดเหตุ ที่ชี้จุด เก็บหลักฐานพยาน จนได้ลายนิ้วมือจำเลย ร่องรอยห้องน้ำที่ถูกดัดแปลง และอื่นๆ

ศาลฎีกา เห็นว่า ที่เกิดเหตุ แม้ถูกดัดแปลงก่อสร้างเพิ่มเติมหลังเกิดเหตุ แต่ยังมีร่องรอยตรงกับที่ผู้เสียหายเบิกความ แสดงว่าจำเลยที่ 1 สามารถเดินลงจากกุฏิชั้น 2 มาชั้นล่างโดยที่คนภายนอกมองไม่เห็น นอกจากนี้จำเลยกลับนำเด็กหญิงมาอยู่ใกล้ๆ กุฏิ ทั้งที่ควรจะเป็นเด็กชาย จึงผิดวิสัยของผู้ปฏิบัติธรรม

ฎีกาของจำเลยไม่มีข้อสาระสำคัญที่จะ เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเป็นอย่างอื่นได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน

เรื่อง ราวฉาวโฉ่ของนายจำลอง หรือสมีพุทโธ เปิดเผยขึ้นมาจากการร้องเรียนของอดีตพระวัดสามพรานรูปหนึ่ง ซึ่งทนพฤติกรรมของเจ้าอาวาสไม่ไหว

มีการร้องเรียนไปยังตำรวจกองปราบปราม กรมการศาสนา และร้องมายังหนังสือพิมพ์"ข่าวสด" ช่วงกลางปี 2538

ต่อ มาผู้ปกครองเด็กชาวเขา และเด็กๆ ที่ถูกย่ำยีทางเพศโดยเจ้าอาวาสชื่อดัง โดยมีบรรดาแม่ชีร่วมรู้เห็นและทำหน้าที่ต้นห้องส่งเด็กสาวไปสังเวยกาม เข้าร้องทุกข์กับกองปราบฯ

ทีมสอบสวนมือฉมังในยุคนั้น นำโดย พ.ต.อ.นุกูล โสมทัต พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ซึ่งปัจจุบันเป็นอธิบดีดีเอสไอ ได้ร่วมกันสืบสวนสอบสวน ท่ามกลางแรงกดดันจากคนใหญ่คนโตที่หลงศรัทธาพระรูปนี้

จากหลักฐานพบ ว่าภาวนาพุทโธ ซึ่งจะรับเด็กหญิงชาวเขาอายุไม่เกิน 15 ปี มาดูแลและส่งเสียให้เรียน ฉากหน้าเหมือนคนใจบุญ แต่เบื้องหลังคือการให้เด็กๆ เหล่านี้มาร่วมหลับนอน

ตำรวจและกรมการ ศาสนาเข้าสืบสวนเรื่องนี้ กระทั่งพบตัวเด็กหญิงและหญิงสาวรวม 9 คน ที่ให้การยืนยันว่าถูกล่วงเกินทางเพศ โดยมีแม่ชีจำนวนมากทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมแกมข่มขู่เพื่อให้ยินยอม

ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อสืบสวนลึกลงไปพบว่าภาวนาพุทโธมีวิธีการหาเงินเข้าวัดอย่างแยบยล โดยใช้ระบบไดเร็กต์เซลส์ บอกบุญผ่านกันเป็นทอดๆ

เด็ก หญิงเหยื่อกามเขียนจดหมายด้วยลายมือตัวเองแฉพฤติกรรมของพุทโธและแม่ชีต้น ห้อง โดยทุกครั้งที่จะนำเด็กไปบำเรอกามจะมีวิธีการพิสดาร โดยแม่ชีจะให้เด็กๆ จับเบอร์ ว่าใครจะแจ๊กพอต

จากนั้นก็จะพาไปเข้ากุฏิโดยมีรหัสรู้กันว่า "ซักจีวร" เมื่อเด็กๆ ได้ยินจะหวาดผวาไปตามๆ กัน

ล่วงเข้าวันที่ 9 สิงหาคม 2538 ตำรวจกองปราบปรามที่รวบรวมหลักฐานได้แน่นหนา ก็พาเด็กทั้งหมดไปชี้จุดเกิดเหตุและทำแผนฯ

เด็กๆ สามารถเล่ารายละเอียดตั้งแต่แม่ชีพาเดินจากที่พักมารอยังห้องๆ หนึ่ง ก่อนมีการจับสลากและส่งเด็กเข้าไปในกุฏิ

ตำรวจพาเด็กเข้าไปทีละคนเพื่อชี้จุดต่างๆ ก็ถูกต้องทั้งหมด แม้ในกุฏิจะมีการรื้อห้องทำใหม่เพื่ออำพรางคดีก็ตาม

หลัก ฐานที่ปรากฏก็ชัดเจนเพียงพอที่กระทรวงมหาดไทยจะออกหมายจับ 3 ข้อหาฉกรรจ์ คือกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี, อนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี และข่มขืนหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยาตน

หลังถูกออกหมายจับไม่นานพุทโธก็เข้ามอบตัว และขอประกันตัวออกไปทันที โดยอ้างว่ามีอาการป่วยต้องเข้ารักษาตัวในร.พ.

สมีพุทโธนอนสบายในห้องพิเศษร.พ.ได้ไม่กี่วันตำรวจก็เข้าไปลากออกมาจับสึกและให้เจ้าทุกข์รุมชี้ตัว ก่อนส่งเข้าเรือนจำทันที!!!

จากนั้นเป็นคิวของแม่ชีต้นห้องที่ถูกจับดำเนินคดี

และมาถึงวันนี้ เกือบ 14 ปีผ่านไป คดีนี้ก็มาถึงบทอวสาน

ภยสูตรที่ ๒



ภยสูตรที่ ๒

         [๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ ประการนี้ คนผู้ลงน้ำจะพึงหวังได้ ๔ ประการ
เป็นไฉน คือ ภัยคือคลื่น ๑ ภัยคือจรเข้ ๑ ภัยคือน้ำวน ๑ ภัยคือปลาฉลาม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 ภัย ๔ ประการนี้แล คนผู้ลงน้ำพึงหวังได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ ประการนี้ กุลบุตรบางคนใน
โลกนี้ ผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ในธรรมวินัยนี้พึงหวังได้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ๔
ประการเป็นไฉน คือ ภัยคือคลื่น ๑ ภัยคือจรเข้ ๑ ภัยคือน้ำวน ๑  ภัยคือปลาฉลาม ๑
       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภัยคือคลื่นเป็นไฉน กุลบุตรบางคนในโลกนี้ ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา
 ด้วยคิดว่า เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำ ชื่อว่า
ตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องหน้าแม้ไฉนการกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึง
ปรากฏ เธอบวชอย่างนั้นแล้วเพื่อนสพรหมจารีตักเตือน สั่งสอนว่า ท่านพึงก้าวไปอย่างนี้ พึง
ถอยกลับอย่างนี้พึงแลดูอย่างนี้ พึงเหลียวดูอย่างนี้ พึงคู้เข้าอย่างนี้ พึงเหยียดออกอย่างนี้พึง
ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวรอย่างนี้ เธอย่อมคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์มีแต่จะตักเตือน
สั่งสอนผู้อื่น ก็ภิกษุเหล่านี้คราวหลานของเราสำคัญเราว่าควรตักเตือนสั่งสอนเธอโกรธเคืองแค้นใจ
 บอกคืนสิกขาลาเพศ ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้กลัวต่อภัยคือคลื่น บอกคืนสิกขาลาเพศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 คำว่าภัยคือคลื่นนี้ เป็นชื่อแห่งความโกรธและความแค้นใจ นี้เรียกว่าภัยคือคลื่น ฯ
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภัยคือจรเข้เป็นไฉน กุลบุตรบางคนในโลกนี้ ออกบวชเป็น
บรรพชิตด้วยศรัทธา ด้วยคิดว่า เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ครอบงำ ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า แม้ไฉน การกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์
ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏเธอบวชอย่างนั้นแล้ว เพื่อนสพรหมจารีตักเตือนสั่งสอนว่า สิ่งนี้เธอควร
เคี้ยวสิ่งนี้ไม่ควรเคี้ยว สิ่งนี้ควรบริโภค สิ่งนี้ไม่ควรบริโภค สิ่งนี้ควรลิ้ม สิ่งนี้ไม่ควรลิ้ม สิ่งนี้
ควรดื่ม สิ่งนี้ไม่ควรดื่ม ของเป็นกัปปิยะเธอควรเคี้ยว ของเป็นอกัปปิยะเธอไม่ควรเคี้ยว ของเป็น
กัปปิยะเธอควรบริโภค ของเป็นอกัปปิยะเธอไม่ควรบริโภค ของเป็นกัปปิยะเธอควรลิ้ม ของเป็น
อกัปปิยะเธอไม่ควรลิ้มของเป็นกัปปิยะเธอควรดื่ม ของเป็นอกัปปิยะเธอไม่ควรดื่ม เธอควรเคี้ยวใน
กาลเธอไม่ควรเคี้ยวในวิกาล เธอควรบริโภคในกาล เธอไม่ควรบริโภคในวิกาล เธอควรลิ้มในกาล
 เธอไม่ควรลิ้มในวิกาล เธอควรดื่มในกาล เธอไม่ควรดื่มในวิกาลเธอย่อมคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรา
เป็นคฤหัสถ์ ปรารถนาสิ่งใดก็เคี้ยวสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่เคี้ยวสิ่งนั้น ปรารถนาสิ่งใดก็
บริโภคสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่บริโภคสิ่งนั้น ปรารถนาสิ่งใดก็ลิ้มสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด
ก็ไม่ลิ้มสิ่งนั้น ปรารถนาสิ่งใดก็ดื่มสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่ดื่มสิ่งนั้น ย่อมเคี้ยวสิ่งที่เป็น
กัปปิยะบ้าง สิ่งที่เป็นอกัปปิยะบ้าง ย่อมบริโภคสิ่งที่เป็นกัปปิยะบ้างสิ่งที่ไม่เป็นอกัปปิยะบ้าง ย่อม
ลิ้มสิ่งที่เป็นกัปปิยะบ้าง สิ่งที่เป็นอกัปปิยะบ้างย่อมดื่มสิ่งที่เป็นกัปปิยะบ้าง สิ่งที่เป็นอกัปปิยะบ้าง
ย่อมเคี้ยวในกาลบ้าง ในวิกาลบ้าง ย่อมบริโภคในกาลบ้าง ในวิกาลบ้าง ย่อมลิ้มในกาลบ้าง ใน
วิกาลบ้างย่อมดื่มในกาลบ้าง ในวิกาลบ้าง คฤหบดีผู้มีศรัทธาย่อมถวายของควรเคี้ยว หรือของควร
บริโภคแม้ใด อันประณีต ในกลางวัน ในเวลาวิกาลแก่เราทั้งหลายภิกษุเหล่านี้ ย่อมกระทำเสมือน
หนึ่งปิดปากแม้ในของเหล่านั้น เธอโกรธเคืองแค้นใจ บอกคืนสิกขาลาเพศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
คำว่าภัยคือจรเข้นี้แล เป็นชื่อแห่งความเป็นผู้เห็นแก่ท้อง นี้เรียกว่าภัยคือจรเข้ ฯ
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภัยคือน้ำวนเป็นไฉน กุลบุตรบางคนในโลกนี้ออกบวชเป็น
บรรพชิตด้วยศรัทธา ด้วยคิดว่า เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ครอบงำ ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า แม้ไฉน การกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้ง
มวลนี้ จะพึงปรากฏเธอบวชแล้วอย่างนี้ เวลาเช้านุ่งแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน
หรือนิคม ไม่รักษากาย วาจา ใจ ไม่ตั้งสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอเห็นคฤหบดีในบ้านหรือนิคมนั้น
เพรียบพร้อมบำเรอตนอยู่ด้วยกามคุณ ๕ เธอคิดอย่างนี้ว่าเมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์เพรียบพร้อม บำเรอ
ตนอยู่ด้วยกามคุณ ๕ ก็โภคสมบัติในสกุลของเรามีพร้อม เราอาจเพื่อจะบริโภคโภคะทั้งหลายและ
ทำบุญได้ ถ้ากระไรเราพึงบอกคืนสิกขาลาเพศ แล้วบริโภคโภคะทั้งหลายและทำบุญเถิด เธอย่อม
บอกคืนสิกขาลาเพศ ภิกษุนี้เรียกว่า กลัวต่อภัยคือน้ำวน บอกคืนสิกขาลาเพศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
คำว่าภัยคือน้ำวนนี้ เป็นชื่อของกามคุณ ๕นี้เรียกว่า  ภัยคือน้ำวน ฯ
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภัยคือปลาฉลามเป็นไฉน กุลบุตรบางคนในโลกนี้  ออกบวชเป็น
บรรพชิตด้วยศรัทธา ด้วยคิดว่า เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ครอบงำ ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า แม้ไฉน การกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้ง
มวลนี้ จะพึงปรากฏเธอบวชแล้วอย่างนี้ เวลาเช้านุ่งแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน
หรือนิคม ไม่รักษากาย วาจา ใจ ไม่ตั้งสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอเห็นมาตุคามในบ้านหรือนิคม
นั้น นุ่งไม่เรียบร้อย หรือห่มไม่เรียบร้อย ราคะย่อมรบกวนจิตของเธอ เพราะเห็นมาตุคามนุ่งไม่
เรียบร้อย หรือห่มไม่เรียบร้อย เธอมีจิตอันราคะรบกวน ย่อมบอกคืนสิกขาลาเพศ ภิกษุนี้เรียกว่า
กลัวต่อภัยคือปลาฉลาม บอกคืนสิกขาลาเพศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า ภัยคือปลาฉลามนี้เป็นชื่อของ
มาตุคาม นี้เรียกว่า ภัยคือปลาฉลาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ประการนี้แล กุลบุตรบางคนในโลกนี้
ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ในธรรมวินัยนี้ จะพึงหวังได้ ฯ
                                จบสูตรที่ ๒
                        

ว่าด้วยวิเวก ๓ ในระดับอริยบุคคล


ให้ท่านสังเกตุ จิตตวิเวก ว่า ชื่อ ฌานเหมือนในอนุปุพพวิหารเก้า ตอนปรินิพพาน มีรูปฌาน อรูปฌาน ส่วนสัญญาเวทยิตนิโรธ(อนุปาทิเสสนิพพาน)ท่านเว้นไว้ เพราะเป็นระดับอริยบุคคล ๔ จำพวก แล้วแต่อินทรีย์ ๕ ของใครจะแก่กล้า ให้ดูเรื่องอินทรีย์ ๕ ประกอบ
  ว่าด้วยวิเวก ๓

     [๒๒๙] คำว่า จะศึกษาในวิเวก มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓ คือ กายวิเวก ๑
จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก ๑.
     กายวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า
โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ คือ
เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ใน
ที่หลีกเร้นผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยว อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ
รักษา เป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า กายวิเวก.
     จิตตวิเวกเป็นไฉน?
ภิกษุเข้าปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์
เข้าทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร
เข้าตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ
เข้าจตุตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์
เข้าอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา
เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา
เข้าอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา
เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา
ลำดับอริยบุคคล (ในระดับสัญญาเวทยิตนิโรธในการทรงสภาวะไว้ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความต่างของอินทรีย์ห้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)
(เมื่อภิกษุนั้น) เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐา
นุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น
เป็นพระสกทาคามี มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่าง
หยาบๆ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น
เป็นพระอนาคามีมีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียดๆ
และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น เป็น
พระอรหันต์ มีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย
อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงใน
ภายนอก นี้ชื่อว่า จิตตวิเวก.
     อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตนิพพาน
เรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา
ความสำรอก ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่า อุปธิวิเวก.
     ก็กายวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออก ผู้ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวก ย่อมมี
แก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมด
อุปธิ ถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร. (๑)-   *

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี


 เรื่องปล่อยช้างนาฬาคิรี



     [๓๗๗] สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์ มีช้างชื่อนาฬาคิรี เป็นสัตว์ดุร้าย  ฆ่ามนุษย์ ครั้ง
นั้น พระเทวทัตเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์แล้วไปยังโรงช้างได้กล่าวกะพวกควาญช้างว่า พนาย เรา
เป็นพระราชญาติ  สามารถจะแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง ต่ำไว้ในตำแหน่งสูงได้ สามารถจะเพิ่มได้
ทั้งเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน พนาย ถ้า กระนั้นเวลาใดพระสมณโคดมทรงพระดำเนินมาตรอกนี้
เวลานั้น พวกท่านจง  ปล่อยช้างนาฬาคิรีเข้าไปยังตรอกนี้ ควาญช้างเหล่านั้นรับคำพระเทวทัต
แล้ว
    ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตร จีวร เสด็จเข้าไป
ยังกรุงราชคฤห์พร้อมกับภิกษุมากรูป ทรงพระดำเนินถึงตรอกนั้น ควาญช้าง เหล่านั้นได้แลเห็น
พระผู้มีพระภาคทรงพระดำเนินถึงตรอกนั้น จึงปล่อยช้างนาฬา  คิรีให้ไปยังตรอกนั้น
    ช้างนาฬาคิรีได้แลเห็นพระผู้มีพระภาค ทรงพระดำเนินมา  แต่ไกลเทียว แล้วได้ชูงวง หูชัน
หางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระผู้มีพระภาค ภิกษุเหล่านั้นได้แลเห็นช้างนาฬาคิรีวิ่งมาแต่ไกลเทียว แล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคิรีนี้ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์ เดิน
เข้ามายังตรอก    นี้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงเสด็จกลับเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จกลับเถิด
พระพุทธเจ้าข้า
     พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากลัวเลย ข้อที่ บุคคลจะปลง
ชีวิตตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่นนั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสเพราะพระตถาคตทั้งหลาย
ย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น

     แม้ครั้งที่สอง ภิกษุเหล่านั้น ...
     แม้ครั้งที่สาม ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า   ช้างนาฬาคิรี
นี้ ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์ เดินเข้ามายังตรอกนี้แล้ว ขอพระผู้มี   พระภาคจงเสด็จกลับเถิด
ขอพระสุคตจงเสด็จกลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า
     พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า มาเถิดภิกษุทั้งหลาย อย่ากลัวเลย ข้อที่บุคคล  จะปลงชีวิต
ตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่น นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส    เพราะพระตถาคตทั้งหลาย
ย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น ฯ
     [๓๗๘] คราวนั้น คนทั้งหลาย หนีขึ้นไปอยู่บนปราสาทบ้าง บนเรือน โล้นบ้าง บน
หลังคาบ้าง บรรดาคนเหล่านั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส  ไร้ปัญญา กล่าวอย่างนี้ว่า
ชาวเราผู้เจริญ พระมหาสมณโคดม พระรูปงาม จัก  ถูกช้างเบียดเบียน
     ส่วนพวกที่มีศรัทธา เลื่อมใส ฉลาด มีปัญญา กล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเรา ผู้เจริญ ไม่
นานเท่าไรนัก พระพุทธนาคจักทรงทำสงครามกับช้าง
     ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรี
     ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีได้สัมผัสพระเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว  ลดงวงลงแล้ว
เข้าไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาค

     ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบกระพองช้างนาฬาคิรี พลางตรัสกะช้าง
นาฬาคิรี ด้วยพระคาถา ว่าดังนี้:
     [๓๗๙] ดูกรกุญชร เจ้าอย่าเข้าไปหาพระพุทธนาค เพราะการเข้าไปหา
      พระพุทธนาคด้วยวธกะจิตเป็นเหตุแห่งทุกข์ ผู้ฆ่าพระพุทธนาค
      จากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้าไม่มีสุคติเลย เจ้าอย่าเมา และอย่า
      ประมาท เพราะคนเหล่านั้น เป็นผู้ประมาทแล้ว จะไปสู่สุคติ
      ไม่ได้ เจ้านี่แหละ จักทำโดยประการที่จักไปสู่สุคติได้ ฯ
     [๓๘๐] ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีเอางวงลูบละอองธุลีพระบาทของพระผู้มี พระภาคแล้วพ่น
ลงบนกระหม่อม ย่อตัวถอยออกไปชั่วระยะที่แลเห็นพระผู้มี   พระภาค ไปสู่โรงช้างแล้วได้ยืนอยู่
ณ ที่ของตน
     ก็แล ช้างนาฬาคิรีเป็นสัตว์อันพระพุทธนาคทรงทรมานแล้วด้วยประการ    นั้น ฯ
     [๓๘๑] สมัยนั้น คนทั้งหลายขับร้องคาถานี้ ว่าดังนี้:
      คนพวกหนึ่งย่อมฝึกช้างและม้า ด้วยใช้ท่อนไม้บ้าง ใช้ขอบ้าง
      ใช้แส้บ้าง สมเด็จพระพุทธเจ้าผู้แสวงพระคุณใหญ่ทรงทรมาน
      ช้างโดยมิต้องใช้ท่อนไม้ มิต้องใช้ศัสตรา
     คนทั้งหลายต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระเทวทัตนี้เป็นคน    มีบาป ไม่มีบุญ
เพราะพยายามปลงพระชนม์พระสมณโคดม ผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้  มีอานุภาพมากอย่างนี้ ลาภ
สักการะของพระเทวทัตเสื่อม ส่วนลาภสักการะของ   พระผู้มีพระภาคเจริญยิ่งขึ้น ฯ
     [๓๘๒] สมัยต่อมา พระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะแล้ว พร้อมทั้งบริษัท    ได้เที่ยวขอใน
สกุลทั้งหลายมาฉัน ประชาชนทั้งหลายต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน   โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะ
เชื้อสายพระศากยบุตร จึงเที่ยวขอในสกุลทั้งหลาย    มาฉันเล่า ของที่ปรุงเสร็จแล้วใครจะไม่พอใจ
ของที่ดีใครจะไม่ชอบใจ
     ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ พวกที่    เป็นผู้มักน้อย
... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระเทวทัตพร้อม กับบริษัท จึงเที่ยวขอในสกุลทั้ง
หลายมาฉันเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี  พระภาค
     พระผู้มีพระภาค ... ตรัสถามว่า ดูกรเทวทัต ข่าวว่า เธอพร้อมกับบริษัท    เที่ยวขอในสกุล
ทั้งหลายมาฉัน จริงหรือ
     พระเทวทัตทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
     พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ  ภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติโภชนะสำหรับ   ๓ คนในสกุลแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย
อำนาจประโยชน์ ๓ ประการ คือ เพื่อข่ม   บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่
รัก ๑ เพื่ออนุเคราะห์สกุลด้วย หวังว่า ภิกษุทั้งหลายที่มีความปรารถนาลามกอย่าอาศัยฝักฝ่ายทำลาย
สงฆ์ ๑ ในการ ฉันเป็นหมู่ พึงปรับอาบัติตามธรรม ฯ

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระนันทกะ ให้โอวาทแก่พวกภิกษุณี

        ๔.  นันทโกวาทสูตร  (๑๔๖)



    [๗๖๖]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
    สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี  ครั้งนั้นแล  พระมหาปชาบดีโคตมีพร้อมด้วยภิกษุณีประมาณ  ๕๐๐  รูป  เข้า
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว  ได้ยืน  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พอยืนเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาค
จงทรงโอวาทสั่งสอนพวกภิกษุณี  จงรับสั่งแสดงธรรมแก่พวกภิกษุณีเถิด  ฯ
    [๗๖๗]  ก็สมัยนั้นแล  ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย  ย่อมโอวาทพวกภิกษุณี  โดยเป็นเวรกัน
แต่ท่านพระนันทกะ  ไม่ปรารถนาจะโอวาทพวกภิกษุณีโดยเป็นเวรกัน  ลำดับนั้น  พระผู้มีพระ
ภาคจึงตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า  ดูกรอานนท์วันนี้  เวรโอวาทภิกษุณีโดยเป็นเวรกัน  ของ
ใครหนอแล  ฯ
    ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภิกษุทั้งปวงทำเวรโอวาทภิกษุณีโดย
เป็นเวรกันหมดแล้ว  แต่ท่านพระนันทกะรูปนี้  ไม่ปรารถนาจะโอวาทพวกภิกษุณีโดยเป็นเวรกัน
 ต่อนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะท่านพระนันทกะว่า  ดูกรนันทกะ  เธอจงโอวาทสั่งสอนพวกภิกษุณี
ดูกรพราหมณ์  เธอจงกล่าวแสดงธรรมกถาแก่พวกภิกษุณีเถิด  ท่านพระนันทกะทูลรับพระผู้มี
พระภาคว่าชอบแล้ว  พระพุทธเจ้าข้า  แล้วนุ่งสบงทรงบาตรจีวร  เข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร
สาวัตถีในเวลาเช้า  ครั้นกลับจากบิณฑบาต  ภายหลังเวลาอาหารแล้ว  เข้าไปยัง  วิหารราชการาม
แต่รูปเดียว  ภิกษุณีเหล่านั้นได้เห็นท่านพระนันทกะเดินมาแต่ไกลพากันแต่งตั้งอาสนะและตั้ง
น้ำสำหรับล้างเท้าไว้  ท่านพระนันทกะนั่งบนอาสนะ  ที่แต่งตั้งไว้แล้ว  จึงล้างเท้า  แม้ภิกษุณีเหล่า
นั้น  ก็ถวายอภิวาทท่านพระนันทกะแล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ฯ
    [๗๖๘]  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  ท่านพระนันทกะได้กล่าวดังนี้ว่า  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
จักต้องมีข้อสอบถามกันแล  ในข้อสอบถามนั้น  น้องหญิงทั้งหลายรู้อยู่  พึงตอบว่ารู้  ไม่รู้อยู่
ก็พึงตอบว่าไม่รู้  หรือน้องหญิงรูปใด  มีความเคลือบแคลงสงสัย  น้องหญิงรูปนั้น  พึงทวนถาม
ข้าพเจ้าในเรื่องนั้นว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ข้อนี้เป็นอย่างไร  ข้อนี้มีเนื้อความอย่างไร  ฯ
    ภิกษุณีเหล่านั้นกล่าวว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  พวกดิฉันย่อมพอใจ  ยินดีต่อพระผู้เป็น
เจ้านันทกะ  ด้วยเหตุที่พระผู้เป็นเจ้านันทกะ  ปวารณาแก่พวกดิฉันเช่นนี้  ฯ
    [๗๖๙]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  โสตเที่ยงหรือไม่
เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ฆานะเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ชิวหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กายเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า
อายตนะภายใน  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๐]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  รูปเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  เสียงเที่ยงหรือ
ไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กลิ่นเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  รสเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  โผฏฐัพพะเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง
ว่า  อายตนะภายนอก  ๖  ของเราไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๑]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุ
วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  โสตวิญญาณเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ฆานวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ชิวหาวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กายวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  มโนวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า
 หมวดวิญญาณ  ๖  ของเราไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๒]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟอยู่  มีน้ำมัน
ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  แสงสว่างก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า  ประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น  มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็น
ธรรมดาไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
แต่ว่าแสงสว่างของประทีปนั้นแล  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มี  ความแปรปรวนไปเป็น
ธรรมดา  ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้นมีน้ำมันก็ไม่เที่ยง
 แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง  แปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา  แสงสว่างของประทีปนั้นก็ต้องไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เช่นกัน  ฯ
    [๗๗๓]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  บุคคลใด  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
 อายตนะภายใน  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แต่เราอาศัยอายตนะภายในเสวยเวทนาใด  เป็นสุขก็ตาม
 เป็นทุกข์ก็ตาม  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตามเวทนานั้น  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความแปรปรวน
ไปเป็นธรรมดาบุคคลผู้กล่าวอย่างนั้น  ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  อาศัยปัจจัยที่เกิด
แต่อายตนะภายในนั้นๆ  แล้ว  จึงเกิดขึ้นได้  เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  ดับ
เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  จึงดับไป  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๔]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่  มีรากก็ไม่
เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เงาก็ไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ผู้ใด
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า  ต้นไม้ใหญ่  มีแก่นตั้งอยู่โน้น  มีรากก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
 ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดาแต่
ว่าเงาของต้นไม้นั้นแล  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความแปรปรวน  ไปเป็นธรรมดา  ผู้ที่
กล่าวอยู่นั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะต้นไม้ใหญ่  มีแก่นตั้งอยู่โน้น  มีรากก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เงาของต้นไม้  ก็ต้องไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เช่นกัน  ฯ
    [๗๗๕]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  บุคคลใดพึง กล่าวอย่างนี้ว่า
อายตนะภายนอก  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แต่เราอาศัยอายตนะภาย  นอกเสวยเวทนาใด  เป็นสุขก็ตาม
เป็นทุกข์ก็ตาม  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตามเวทนานั้น  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดาบุคคลผู้กล่าวนั้นชื่อว่า  กล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  อาศัยปัจจัยที่
เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  แล้ว  จึงเกิดขึ้นได้  เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  ดับ
เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  จึงดับไป  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๗๖]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนคนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโค
ผู้ฉลาด  ฆ่าโคแล้ว  ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค  แยกส่วนเนื้อข้างใน  แยกส่วนหนังข้างนอก
ไว้  ในส่วนเนื้อนั้น  ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำใน  ระหว่าง  เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  ก็ใช้
มีดแล่โคอันคมเถือ  แล่คว้านส่วนนั้นๆ  ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก  เอาปิดโคนั้นไว้
 แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า  โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้  เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง  ดูกรน้องหญิง
ทั้งหลาย  คนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้กล่าวนั้นชื่อว่า  กล่าวชอบหรือ  หนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะคนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาดโน้น  ฆ่าโค
แล้ว  ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค  แยกส่วนเนื้อข้างในแยกส่วนหนังข้างนอกไว้  ในส่วนเนื้อ
นั้น  ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง  เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  ก็ใช้มีดแล่โคอันคมเถือ
แล่  คว้านส่วนนั้นๆ  ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก  เอาปิดโคนั้นไว้  แม้เขาจะกล่าว
อย่างนี้ว่า  โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้  เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง  ก็จริง  ถึงกระนั้นแล  โค
นั้นก็แยกกันแล้วจากหนังผืนนั้น  ฯ
    [๗๗๗]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อความชัด  เนื้อ
ความในอุปมานั้น  มีดังต่อไปนี้  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ข้อว่าส่วนเนื้อข้างในนั้น  เป็นชื่อของ
อายตนะภายใน  ๖  ส่วนหนังข้างนอกนั้น  เป็นชื่อของอายตนะภายนอก  ๖  เนื้อล่ำในระหว่าง  เอ็น
ในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  นั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ  มีดแล่โคอันคมนั้น  เป็นชื่อของ
ปัญญาอันประเสริฐ  ซึ่งใช้เถือ  แล่  คว้านกิเลสในระหว่าง  สัญโญชน์ในระหว่าง  เครื่องผูกใน
ระหว่างได้  ฯ
    [๗๗๘]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  โพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  เป็นเหตุ
 ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะ  อาสวะทั้งหลายสิ้นไป  ทำให้แจ้งเพราะ
รู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่  เหล่านี้  มี๗  อย่างแล  ๗  อย่างเป็นไฉน  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
คือ  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
    (๑)  ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ  อันน้อมไป
เพื่อความปลดปล่อย
    (๒)  ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  ...
    (๓)  ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์  ...
    (๔)  ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์  ...
    (๕)  ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  ...
    (๖)  ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์  ...
    (๗)  ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ  อันน้อม
ไปเพื่อความปลดปล่อย  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เหล่านี้แลโพชฌงค์  ๗  ที่ภิกษุเจริญแล้ว  ทำให้
มากแล้ว  เป็นเหตุ  ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลาย
สิ้นไป  ทำให้แจ้งเพราะรู้  ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่  ฯ
    [๗๗๙]  ครั้นท่านพระนันทกะกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนี้แล้ว  จึงส่งไปด้วย
คำว่า  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจงไปเถิด  สมควรแก่เวลาแล้ว  ลำดับนั้น  ภิกษุณีเหล่านั้น
ยินดีอนุโมทนาภาษิตของท่านพระนันทกะแล้ว  ลุกจากอาสนะ  อภิวาทท่านพระนันทกะ  กระทำ
ประทักษิณ  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค  ยืน  ณ  ที่
ควรส่วนข้างหนึ่งพอยืนเรียบร้อยแล้ว  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุณีทั้งหลาย
พวกเธอจงไปเถิด  สมควรแก่เวลาแล้ว  ต่อนั้น  ภิกษุณีเหล่านั้นได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค
กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป  ฯ
    [๗๘๐]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาค  เมื่อภิกษุณีเหล่านั้นหลีกไปแล้ว  ไม่นาน  ได้ตรัส
กะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในทุกวันอุโบสถ  ๑๔  ค่ำนั้น  ชนเป็นอันมากไม่มีความ
เคลือบแคลง  หรือสงสัยว่า  ดวงจันทร์พร่องหรือเต็มหนอ  แต่แท้ที่จริง  ดวงจันทร์ก็ยังพร่องอยู่
ทีเดียว  ฉันใด  ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุณีเหล่านั้น  ย่อมเป็นผู้ชื่นชมธรรมเทศนาของนันทกะ
ทั้งๆ  ที่ยังไม่มีความดำริบริบูรณ์เลย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ในลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคได้
ตรัสกะท่านพระนันทกะว่า  ดูกรนันทกะ  ถ้าเช่นนั้น  วันพรุ่งนี้เธอก็พึงกล่าวสอน  ภิกษุณีเหล่านั้น
ด้วยโอวาทนั้นเหมือนกัน  ท่านพระนันทกะทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าชอบแล้ว  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
    [๗๘๑]  ครั้งนั้นแล  ท่านพระนันทกะ  พอล่วงราตรีนั้นไปแล้ว  ถึงเวลาเช้า  จึงนุ่งสบง
ทรงบาตรจีวร  เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี  ครั้นกลับจาก  บิณฑบาต  ภายหลังเวลาอาหาร
แล้ว  เข้าไปยังวิหารราชการามแต่รูปเดียว  ภิกษุณี  เหล่านั้นได้เห็นท่านพระนันทกะเดินมาแต่ไกล
 จึงพากันแต่งตั้งอาสนะและตั้งน้ำล้างเท้าไว้  ท่านพระนันทกะนั่งบนอาสนะที่แต่งตั้งไว้แล้ว
จึงล้างเท้า  แม้ภิกษุณี  เหล่านั้นก็อภิวาทท่านพระนันทกะแล้ว  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ฯ
    [๗๘๒]  พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  ท่านพระนันทกะได้กล่าวดังนี้ว่า  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
จักต้องมีข้อสอบถามกันแล  ในข้อสอบถามนั้น  น้องหญิงทั้งหลายรู้อยู่  พึงตอบว่ารู้  ไม่รู้อยู่
ก็พึงตอบว่าไม่รู้  หรือน้องหญิงรูปใด  มีความเคลือบแคลงสงสัยน้องหญิงรูปนั้น  พึงทวนถาม
ข้าพเจ้าในเรื่องนั้นว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ข้อนี้เป็นอย่างไร  ข้อนี้มีเนื้อความอย่างไรเถิด  ฯ
    ภิกษุณีเหล่านั้นกล่าวว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  พวกดิฉันย่อมพอใจ  ยินดีต่อพระผู้เป็น
เจ้านันทกะ  ด้วยเหตุที่พระผู้เป็นเจ้านันทกะปวารณาแก่พวกดิฉันเช่นนี้  ฯ
    [๗๘๓]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  โสตเที่ยงหรือ
ไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ฆานะเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ชิวหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กายเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า
อายตนะภายใน  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๘๔]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  รูปเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  เสียงเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กลิ่นเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  รสเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  โผฏฐัพพะเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง
ว่า  อายตนะภายนอก  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๘๕]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  จักษุ
วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  โสตวิญญาณเที่ยง
หรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ฆานวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  ชิวหาวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  กายวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯลฯ
    น.  มโนวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่เที่ยง  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข  ฯ
    ภิกษุณี.  เป็นทุกข์  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า  นั่นของเรา  นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา  ฯ
    ภิกษุณี.  ไม่ควรเลย  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  เพราะเมื่อก่อน  พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบ  ตามความเป็นจริง
ว่า  หมวดวิญญาณ  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แม้เพราะเหตุนี้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๘๖]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟอยู่  มีน้ำมัน
ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไป  เป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  แสงสว่างก็ไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
 ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า  ประทีป  น้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น  มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  แต่ว่า
แสงสว่างของประทีปนั้นแล  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่า  พึงกล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะอะไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้นมีน้ำมันก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ไส้ก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เปลวไฟก็ไม่เที่ยง  แปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา  แสงสว่างของประทีปนั้นก็ต้องไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เช่นกัน  ฯ
    [๗๘๗]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  บุคคลใด  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อายตนะภายใน  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แต่เราอาศัยอายตนะภายในเสวยเวทนาใด  เป็นสุขก็ตาม
เป็นทุกข์ก็ตาม  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม  เวทนานั้น  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดาบุคคลผู้กล่าวนั้น  ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  อาศัยปัจจัยที่เกิด
แต่อายตนะภายในนั้นๆ  แล้ว  จึงเกิดขึ้นได้  เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  ดับ
เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ  จึงดับไป  ฯ
(คห. เวทนาเกิดแต่ผัสสะ ซึ่งเกิดจากธรรม ๓ ประการประชุมกัน คือ อายตนะภายใน ๖  อายตนะภายนอก ๖
วิญญาณทั้ง ๖ ประชุมกันพร้อม รวมเป็นธาตุ ๑๘ ซึ่งทั้งหมดไม่เที่ยง)

    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๘๘]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่  มีรากก็ไม่เที่ยง
 แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เงาก็ไม่เที่ยง  แปรปรวน  ไปเป็นธรรมดา  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า  ต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่โน้น  มีรากก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
  แต่ว่าเงาของต้นไม้นั้นแล  เที่ยง  ยั่งยืน  เป็นไปติดต่อ  ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ผู้ที่กล่าวนั้น  ชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะต้นไม้ใหญ่  มีแก่นตั้งอยู่โน้น  มีรากก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ลำต้นก็ไม่เที่ยง  แปรปรวนไปเป็นธรรมดากิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา  เงาของต้นไม้นั้น  ก็ต้องไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดาเช่นกัน  ฯ
    [๗๘๙]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล  บุคคลใด  พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อายตนะภายนอก  ๖  ของเรา  ไม่เที่ยง  แต่เราอาศัยอายตนะ  ภายนอกเสวยเวทนาใด  เป็นสุขก็ตาม
เป็นทุกข์ก็ตาม  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม  เวทนานั้น  เที่ยง  ยั่งยืนเป็นไปติดต่อ  ไม่มีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
บุคคลผู้กล่าวนั้น  ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  อาศัยปัจจัย
ที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  แล้ว  จึงเกิดขึ้นได้  เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ
ดับ  เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ  จึงดับไป  ฯ
    น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ถูกละๆ  พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ  ตาม
ความเป็นจริง  ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล  ฯ
    [๗๙๐]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เปรียบเหมือนคนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาด
ฆ่าโคแล้ว  ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค  แยกส่วนเนื้อข้างในแยกส่วนหนังข้างนอกไว้
ในส่วนเนื้อนั้น  ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง  เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  ก็ใช้มีด
แล่โคอันคมเถือ  แล่  คว้านส่วนนั้นๆ  ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก  เอาปิดโคนั้นไว้
แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า  โคตัวนี้  ประกอบด้วยหนังผืนนี้  เหมือนอย่างเดิมนั้นเอง  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้กล่าวนั้น  ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล  ฯ
    ภิกษุณี.  หามิได้  เจ้าข้า  ฯ
    น.  นั่นเพราะเหตุไร  ฯ
    ภิกษุณี.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เพราะคนฆ่าโค  หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้  ฉลาดโน้น
ฆ่าโคแล้ว  ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค  แยกส่วนเนื้อข้างใน  แยกส่วนหนังข้างนอกไว้
ในส่วนเนื้อนั้น  ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง  เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  ก็ใช้มีด
แล่โคอันคมเถือ  แล่  คว้านส่วนนั้นๆ  ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก  เอาปิดโคนั้นไว้
แม้เขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า  โคตัว  นี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้  เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง  ก็จริง
 ถึงกระนั้นแล  โคนั้นก็แยกกันแล้วจากหนังผืนนั้น  ฯ
    [๗๙๑]  น.  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อความชัด  เนื้อ
ความในอุปมานั้น  มีดังต่อไปนี้  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  ข้อว่าส่วนเนื้อข้างในนั้น  เป็นชื่อของ
อายตนะภายใน  ๖  ส่วนหนังข้างนอกนั้น  เป็นชื่อของอายตนะภายนอก  ๖  เนื้อล่ำในระหว่าง
เอ็นในระหว่าง  เครื่องผูกในระหว่าง  นั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ  มีดแล่โคอันคมนั้น  เป็นชื่อ
ของปัญญาอันประเสริฐ  ซึ่งใช้เถือ  แล่  คว้านกิเลสในระหว่าง  สัญโญชน์ในระหว่าง  เครื่องผูก
ใน  ระหว่างได้  ฯ
(คห. พระอรหัตน์ผล ได้แยกเครื่องผูกคือ นันทิราคะ ด้วยปัญญาอันยิ่ง แต่ท่านก็ยังดูเป็นคนเหมือนเดิมจากภายนอก แต่ภายในท่านตัดขาดหมดแล้ว)
    [๗๙๒]  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  โพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  เป็นเหตุ
ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป  ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่ง
ด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่  เหล่านี้มี  ๗  อย่างแล  ๗  อย่างเป็นไฉน  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  คือ
 ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
    (๑)  ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธอันน้อมไป
เพื่อความปลดปล่อย
    (๒)  ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  ...
    (๓)  ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์  ...
    (๔)  ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์  ...
    (๕)  ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  ...
    (๖)  ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์  ...
    (๗)  ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์  อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ
อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  เหล่านี้แล โพชฌงค์  ๗  ที่ภิกษุเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้วเป็นเหตุ  ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติ  อันหาอาสวะมิได้  เพราะอาสวะทั้งหลาย
สิ้นไป  ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่  ฯ
    [๗๙๓]  ครั้นท่านพระนันทกะกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนี้แล้ว  จึงส่งไปด้วย
คำว่า  ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย  พวกท่านจงไปเถิด  สมควรแก่เวลาแล้วลำดับนั้น  ภิกษุณีเหล่านั้น
ยินดีอนุโมทนาภาษิตของท่านพระนันทกะแล้ว  ลุกจากอาสนะ  อภิวาทท่านพระนันทกะ  กระทำ
ประทักษิณ  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค  ยืน  ณ  ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง  พอ  ยืนเรียบร้อยแล้ว  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุณีทั้งหลาย
พวกเธอจงไปเถิด  สมควรแก่เวลาแล้ว  ต่อนั้น  ภิกษุณีเหล่านั้นได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค
กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป  ฯ
    [๗๙๔]  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาค  เมื่อภิกษุณีเหล่านั้นหลีกไปแล้ว  ไม่นาน  ได้ตรัสกะ
ภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในทุกวันอุโบสถ  ๑๕  ค่ำนั้น  ชนเป็นอันมากไม่มีความ
เคลือบแคลง  หรือสงสัยว่า  ดวงจันทร์พร่องหรือเต็มหนอ  แต่แท้ที่จริง  ดวงจันทร์ก็เต็มแล้วทีเดียว
ฉันใด  ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุณีเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ชื่นชมธรรมเทศนาของนันทกะ  ทั้งๆ  ที่มี
ความดำริบริบูรณ์แล้ว  ฉันนั้นเหมือนกันแล  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาภิกษุณีทั้ง  ๕๐๐  รูปนั้น
รูปสุดท้ายยังเป็นถึงพระโสดาบัน  มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา  แน่นอนที่  จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า  ฯ
    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคแล  ฯ
        จบ  นันทโกวาทสูตร  ที่  ๔
        _______________